วิเทศวิถี : นำคนไทยในอู่ฮั่นกลับบ้าน

ภารกิจไปรับคนไทยที่นครอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ กลับประเทศไทยเสร็จสิ้นเรียบร้อยลงแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้คนไทยทั้ง 138 ที่กลับมาถึงประเทศกำลังอยู่ระหว่างการกักบริเวณเพื่อเฝ้าระวังอาการเป็นเวลา 14 วัน ภายใต้การดูแลอย่างดีของกองทัพเรือที่อู่ตะเภา

ปรากฎการณ์นำคนไทยในอู่ฮั่นกลับบ้านครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จลงได้อย่างดี ขณะที่เรื่องราวที่ถูกบอกเล่าออกมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องก็ทำให้เราเห็นภาพว่า ภารกิจครั้งนี้มีการวางแผนกันมาอย่างรอบคอบและรัดกุม แม้ว่าความตั้งใจที่จะให้แผนปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปอย่างสั้น เงียบ และใช้คนน้อยที่สุด ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นแม่งานตั้งใจไว้ สุดท้ายจะไม่เป็นไปตามนั้นก็ตาม

เรื่องที่ถูกเล่าจากนักบินของสายการบินแอร์เอเชียที่เข้าร่วมในปฏิบัติการพาคนไทยกลับบ้านครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการประชุมเตรียมการในระดับเจ้าหน้าที่นั้นเป็นการประชุมที่ไม่ต้องการให้มีการเผยแพร่ข้อมูลออกไปภายนอก เพราะรายละเอียดเกี่ยวกับวันและเวลาในการเดินทางไปรับตัวคนไทยยังคงต้องรอการยืนยันจากฝ่ายจีนเสียก่อน กระทั่งสถานที่ที่จะนำคนไทยที่บินกลับจากอู่ฮั่นไปลง ณ จุดใด ก็ยังถูกเผยแพร่ข้อมูลออกไปทั้งหมดจากการให้ข่าวของฝ่ายอื่น แม้ในที่ประชุมจะกำชับกันหนักหนาว่าทุกอย่างต้องเป็น “ความลับ” ก็ตามที

การทำงานของผู้ปฏิบัติงานจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ซึ่งมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน เน้นความสำคัญไปที่การวางแผนเพื่อการนำคนไทยกลับบ้านให้เป็นไปอย่างราบรื่นเรียบร้อย ปฏิบัติการเช่นนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยหากเราไม่ได้รับความร่วมมือจากจีน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ดังนั้นไม่ว่าจะทำสิ่งใด นอกจากความตั้งใจที่จะช่วยนำคนไทยกลับบ้านแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการให้เกียรติและเคารพการตัดสินใจของประเทศจีน

มีคำถามจากผู้คนมากมายว่าทำไมเราไม่รีบนำคนไทยออกมา ไหนว่ารัฐบาลสนิทสนมใกล้ชิดกัน ทำไมหลายประเทศพาคนของเขาออกมาได้ก่อนเราตั้งนาน รัฐบาลไม่สนใจใยดีประชาชน มัวแต่กังวลว่าจะกระทบความสัมพันธ์ หรือเห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำคัญกว่าชีวิตคน ทั้งหมดทั้งมวลเป็นคำกล่าวหาที่เกิดขึ้น โดยที่ผู้พูดหรือผู้ที่ออกมากล่าวหาไม่ได้รับรู้เลยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้เตรียมการอะไรบ้าง และมีอะไรที่ได้ทำไปแล้วเพื่อจะช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ

ตั้งแต่สถานการณ์ในอู่ฮั่นยกระดับความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งจีนมีคำสั่งปิดเมือง ห้ามการเดินทางเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต ประเด็นปัญหาสำคัญคือไทยไม่มีสถานกงสุลใหญ่อยู่ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1,200 กิโลเมตร

เมื่อเจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทยยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่นครอู่ฮั่นได้ สิ่งที่ทำได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มีคือซักซ้อมแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ระหว่างนั้นทางสถานทูตก็ไดตั้งกลุ่มใน WeChat ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารในจีนเช่นเดียวกับกรุ๊ปไลน์ในไทยขึ้น โดยดึงเอาน้องๆ นักศึกษาและคนไทยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาไว้ด้วยกัน จะได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร มีช่องทางสำหรับการติดต่อพูดคุย และให้คำแนะนำต่างๆ เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในขณะที่เกิดสถานการณ์ไม่ปกติขึ้น อาทิ ช่องทางในการสั่งอาหาร ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ยังได้ส่งทีมแพทย์เข้ามาคอยตอบคำถามและให้คำแนะนำต่างๆ กับคนไทยในอู่ฮั่น เพื่อให้เกิดความสบายใจมากขึ้นด้วย

สถานทูตไทยในปักกิ่งยังได้ส่งสิ่งของที่จำเป็น อาทิ แอลกอฮอลเหลวสำหรับล้างมือและหน้ากากอนามัยให้กับนักศึกษาไทยในอู่ฮั่น นอกจากนี้ยังมีการติดต่อสื่อสารกับคนไทยผ่านช่องทางกลุ่ม WeChat ที่ตั้งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันกรมการกงสุลก็ได้เผยแพร่สายด่วนของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทุกแห่งในจีน เพื่อเป็นช่องทางให้คนไทยที่ประสบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือก็สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนที่ไทย กรมการกงสุลก็เปิดสายด่วนที่มีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามให้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน

ขณะที่ในส่วนกลาง กระทรวงการต่างประเทศได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อติดตามพัฒนาการของเรื่องดังกล่าว รวมถึงประสานงานพูดคุยระหว่างสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่กับส่วนกลาง โดยมีการเรียกประชุมคณะทำงานศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน(อาร์อาร์ซี) ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือและอพยพคนไทยที่ได้รับผลกระทบในนครอู่ฮั่นในวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา

หลังจากนั้นแม้จะไม่ได้มีการเรียกประชุมอาร์อาร์ซี แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา พอทราบว่าจีนอนุญาตให้เจ้าหน้าที่จากสถานทูตไทยในปักกิ่งเดินทางเข้าพื้นที่ได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นักการทูตไทย 3 คนจากสถานทูตในกรุงปักกิ่งก็ออกเดินทางโดยรถยนต์เพื่อไปยังนครอู่ฮั่นทันที แต่กว่าจะเข้าไปถึงพื้นที่ก็ปาเข้าไปเย็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์แล้ว จากนั้นก็มีการเตรียมพร้อมในรายละเอียดต่างๆ เพื่อนำคนไทยกลับบ้านทันที

จะว่าไปเวลาที่นักการทูตจากสถานทูตไทยในปักกิ่งใช้เพื่อเตรียมพร้อมในรายละเอียดทุกอย่างของการนำคนไทยกลับบ้าน เมื่อเทียบกับเวลาที่พวกเขาเดินทางไปถึงนครอู่ฮั่น การเตรียมความพร้อมนั้นก็ใช้เวลาเพียงวันกว่าๆ เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแผนการที่ได้มีการซักซ้อมเตรียมการกันมาล่วงหน้าก่อนหน้านั้นก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้การได้ทันที จนคนไทยทั้งหมดเดินทางถึงไทยโดยสวัสดิภาพ

การทำงานของนักการทูตนั้นไม่ได้เน้นการประชาสัมพันธ์ แต่เน้นผลสัมฤิทธิ์ของงานที่ทำ เป็นการทำงานเพื่องาน ไม่ใช่ทำงานเพื่อนำไปป่าวร้องให้ใครต่อใครมาชื่นชมสรรเสริญ แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทย

เมื่อเป็นประเด็นใดๆ ที่ส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว การจะทำอะไรต้องมองให้รอบด้าน

คิดอย่างง่ายๆ ถ้าบ้านเราไฟไหม้ เพื่อนบ้านกลับมองดูโดยไม่ช่วยเหลือเราก็คงรู้สึกไม่ดีนัก แต่หากเพื่อนบ้านนอกจากไม่ช่วยแล้วยังมาด่าทอว่าเราทำความเดือดร้อนให้กับเขาเพราะไฟอาจจะลามไปถึงบ้านเข้าด้วย แถมยังแสดงท่าทีรังเกียจเดียจฉันท์ แม้จะรู้ว่าตัวเองอาจจะเดือนร้อนเพราะไฟ แต่เพื่อนบ้านคนนั้นก็ไม่ช่วยเราหาน้ำมาดับไฟ ถ้าเพื่อนบ้านคนนั้นประสบปัญหาในอนาคต เราจะคิดช่วยเหลือเขาไหม หรือจะห้ามคนในครอบครัวว่าไม่ต้องไปยุ่งกับคนบ้านนั้น

เช่นเดียวกัน ถ้าเราไฟไหม้บ้าน เพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่งพยายามช่วยเหลือเรา ดูแลคนในครอบครัวของเราให้ ช่วยหาน้ำมาดับไฟ และเอื้อเฟื้อต่อเราในยามที่เรากำลังประสบปัญหา เราจะรักและปฏิบัติกับเพื่อนบ้านคนนั้นด้วยความซาบซึ้งใจที่เขามอบน้ำใจให้เราในยามยาก ใช่หรือไม่

ไม่แน่ใจว่ามีประเทศอื่นนอกจากประเทศไทยหรือไม่ ที่เมื่อเรานำคนของเราออกมาแล้ว จีนได้แสดงความชื่นชมที่รัฐบาลไทยมีความเข้าใจ ให้กำลังใจ และได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนจีน

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชสาสน์และส่งสิ่งของพระราชทานไปให้รัฐบาลและประชาชนจีน เพื่อช่วยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งนายหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้แสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณด้วย

ในระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายหวัง อี้ ยังได้ขอบคุณไทยที่สนับสนุนประเทศจีนอย่างเข้มแข็ง รวมถึงได้ส่งมอบอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ มาช่วยเหลือฝ่ายจีน ทั้งยังยกคำกล่าวว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เพราะทุกครั้งที่ฝ่ายหนึ่งประสบปัญหาความยากลำบาก อีกฝ่ายหนึ่งก็จะยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เหมือนกับตนเองกำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันอยู่

ขณะนี้จีนกำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะควบคุมและจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ด้วยการดำเนินนโยบายสุดเข้มข้น เชื่อว่าด้วยความตั้งใจมุ่งมั่น ที่สุดแล้วจีนก็จะผ่านวิกฤตการณ์อันท้าทายนี้ไปได้อย่างแน่นอน

 

?????????????????????? Line@matichon ????????????????????

บทความก่อนหน้านี้‘แรมซีย์’ ส่อถูก ‘ยูเวนตุส’ ขายทิ้ง แม้เพิ่งเซ็นยาว 4 ปี หลังย้ายมาจาก ‘อาร์เซน่อล’
บทความถัดไป‘เมสซี่’ กด 3 แอสซิสต์! ช่วย ‘บาร์ซ่า’ แซงชนะหืดจับ 3-2 ไล่บี้ฝูง ‘รีล มาดริด’