เว็บไซต์บีบีซี และสำนักข่าวเอพี ออกมาเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวมุสลิมอุยกูร์หลายแสนคนที่ถูกควบคุมตัวอยู่ภายในค่ายกักกันของจีน ที่สำนักข่าวบีบีซีได้รับมา แสดงให้เห็นถึงข้อมูลรายละเอียดส่วนบุคคลของบุคคลกว่า 3,000 คน จากเขตปกครองตนเองซินเจียง ในกิจกรรมต่างๆ เช่น สวดมนต์บ่อยแค่ไหน แต่งตัวอย่างไร ติดต่อใครบ้าง และพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวเป็นอย่างไร
รายงานระบุว่า เอกสารใหม่ที่ปรากฏนี้ มีการระบุถึงรายละเอียดของการสอบสวนบุคคล 311 คน และความสัมพันธ์กับญาติๆ เพื่อนบ้านและเพื่อนฝูง รวมกว่า 2,000 คน โดยรายละเอียดของแต่ละบุคคลที่ถูกกักขังที่ค่าย มีตั้งแต่ชื่อ นามสกุล วันที่ถูกกักขัง และที่อยู่ รายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัว ศาสนา และปูมหลังของเพื่อนบ้าน เหตุผลของการถูกกักขัง และการตัดสินว่าคนๆนั้นควรจะถูกกักขังต่อหรือได้รับการปล่อยตัว หรือคนที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ควรจะถูกจับกลับมาหรือไม่
ในฐานข้อมูลดังกล่าว ได้ย้ำให้เห็นว่า รัฐบาลจีนพุ่งเป้าไปที่เรื่องศาสนาที่ใช้เป็นเหตุผลในการควบคุมตัว ไม่ใช่เพียงเรื่องความรุนแรงทางการเมือง ตามที่ทางการจีนกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องของกิจกรรมอื่นๆ ที่ใช้เป็นเหตุผลในการควบคุมตัว อย่างเช่น การสวดมนต์ การเข้ามัสยิด หรือแม้แต่การไว้เครายาว การสวมชุดคลุมตามแบบชาวมุสลิม และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับญาติๆ ซึ่งพบว่า หากบุคคลที่มีญาติถูกกักขังอยู่ในค่าย ก็มักจะต้องลงเอยด้วยการถูกกักขังด้วยเช่นกัน
ดร.เอเดรียน เซนซ์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านนโยบายต่อซินเจียงของจีน และสมาชิกอาวุโสของกองทุนรำลึกเหยื่อคอมมิวนิสต์ ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เชื่อว่าข้อมูลที่รั่วไหลออกมาล่าสุดนั้น เป็นเรื่องจริง และถือเป็นเอกสารที่นำเสนอหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เกี่ยวกับการข่มเหงและการทำโทษต่อความเชื่อทางศาสนา
หนึ่งในค่ายกักกันที่มีการถูกกล่าวอ้างถึงในเอกสารดังกล่าว คือ “ศูนย์ฝึกหมายเลข 4” ที่ ดร.เซนซ์ ระบุว่า เป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักข่าวบีบีซีเคยเดินทางไป ระหว่างการทัวร์ที่ทางการจีนจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ข่าวระบุว่า หลักฐานที่ปรากฏใหม่นี้ ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทางการจีนที่ระบุว่า ค่ายดังกล่าวเป็นเพียงแค่โรงเรียนเท่านั้น ขณะที่ทางการจีนยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดอะไร และว่าเป็นเพียงการต่อสู้กับการก่อการร้ายและพวกหัวรุนแรง

