เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า นายมาร์ค โลว์ค็อค หัวหน้าสำนักงานประสานงานด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) แถลงถึงสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในเมืองอิดลิบ พื้นที่มั่นของกลุ่มกบฎต่อต้านรัฐบาลซีเรีย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศซีเรียว่า ปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวของกองกำลังรัฐบาลซีเรียที่มีรัสเซียให้การสนับสนุนอยู่ซึ่งเริ่มขึ้นมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นฐานแล้วถึงมากกว่า 900,000 คน ซึ่งมากกว่าที่ยูเอ็นประเมินไว้ก่อนหน้านี้ถึงกว่าแสนคน และยังมีเด็กทารกอีกจำนวนมากกำลังจะต้องหนาวตายเหตุเพราะค่ายที่พักพิงที่มีอยู่ต่างอัดเต็มแน่นไปด้วยผู้หนีภัยการสู้รบ

“วิกฤตในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียจัดอยู่ในระดับน่าตกใจ” นายโลว์ค็อคกล่าว และว่า ผู้หญิงและเด็กจำนวนมากที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ต้องอาศัยนอนนอกค่ายที่พักพิงท่ามกลางอุณหภูมิถึงจุดเยือกแข็ง เหตุเพราะค่ายที่พักพิงอัดแน่นไปด้วยผู้คน โดยคนเป็นแม่ต้องเผาถุงพลาสติกเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับลูก
นายโลว์ค็อคเปิดเผยอีกว่า เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการสู้รบในพื้นที่ดังกล่าวยังเกิดขึ้นไม่เลือกหน้า โดยสถานบริการสาธารณสุข โรงเรียน ชุมชนที่อยู่อาศัย มัสยิดและตลาดต่างถูกโจมตีเสียหาย และยังมีความเสี่ยงภัยร้ายแรงที่จะเกิดโรคระบาดขึ้นในพื้นที่ตามมาได้อีกด้วย
ทั้งนี้ปฏิบัติการโจมตีเพื่อยึดพื้นที่คืนเมืองอิดลิบจากกลุ่มกบฎของกองทัพซีเรียที่เปิดฉากขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้มีผู้ต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่นจากบ้านเรือนของตนเองมากที่สุดภายในเหตุการณ์เดียวนับจากสงครามกลางเมืองในประเทศซีเรียปะทุขึ้นในปี 2011 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 380,000 ราย

