ผลวิจัยที่มีการตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหัวใจระบุว่า มลพิษทางอากาศที่กำลังแพร่กระจายไปในหลายประเทศทั่วโลกจะทำให้อายุเฉลี่ยของผู้คนสั้นลงเกือบ 3 ปี ทั้งยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนราว 8.8 ล้านคนต่อปีอีกด้วย
ผู้ทำวิจัยระบุว่ามลพิษทางอากาศถือเป็นความเสี่ยงทางด้านสุขภาพของสาธารณชนมากกว่าควันจากการสูบบุหรี่ อย่างไรก็ดีต้นตอของเรื่องดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ทั้งนี้หากพิจารณาตัวเลขการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆ มลพิษทางอากาศทำให้มีผู้เสียชีวิตในแต่ละปีมากกว่ามาลาเรียถึง 19 เท่า มากกว่าเอดส์ 9 เท่า และมากกว่าแอลกอฮอล์ถึง 3 เท่าด้วย
โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่เสียชีวิตมีสาเหตุจากโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและหัวใจวาย ขณะที่โรคเกี่ยวกับปอดรวมถึงโรคที่ไม่ติดต่ออื่นๆ อาทิ เบาหวาน และความดันสูง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่ที่เหลือ และมีเพียง 6% ของการเสียชีวิตอันเนื่องจากมลพิษทางอากาศที่เกี่ยวเนื่องกับการเป็นมะเร็งปอด
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของมลพิษทางอากาศไม่ว่าจะมาจากสภาพอากาศหรือการสูบบุหรี่เป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ แต่ในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมาเราให้ความสนใจกับมลพิษทางอากาศน้อยกว่าการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคหัวใจ
ปัญหามลภาวะมลพิษทางอากาศส่งผลเสียเลวร้ายที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยค่าเฉลี่ยของอายุถูกลดลง 4.1 ปีในจีน 3.9 ปีในอินเดียและ 3.8 ปีในปากีสถาน ขณะที่ในทวีปแอฟริกาค่าเฉลี่ยอายุของผู้คนลดลง 3.1 ปี แต่ในบางประเทศที่สถานการณ์เลวร้ายค่าเฉลี่ยกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 4.5 ถึง 7.3 ปี
ผลวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าราว 2 ใน 3 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมีต้นตอมาจากมลพิษที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 80% ในประเทศที่มีรายได้สูง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 5.5 ล้านคนต่อปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

