เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งก่อให้เกิดโรคโควิด-19 เริ่มต้นระบาดที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน เมืองที่เป็นศูนย์กลางการสัญจรและขนส่งของประเทศ เมืองอุตสาหกรรมสำคัญริมน้ำแยงซีเกียงที่มีประชากรไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน จากนั้นระบาดไปครอบคลุมทั่วทั้งมณฑล ที่มีประชากรเกือบ 60 ล้านคน ลามต่อไปยังอีกหลายต่อหลายมณฑลเกือบทั้งประเทศ
รวมจำนวนผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูงต่อการระบาดไม่น้อยกว่า 700 ล้านคน
ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้อีกแล้วที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มากและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางเท่ากับจีน
ทางการจีนประกาศใช้มาตรการควบคุมเด็ดขาด ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ ปิดเมืองอู่ฮั่นทั้งเมือง เมื่อวันที่ 23 มกราคม หลังจากนั้นใช้มาตรการเดียวกันนี้เพิ่มเติมในอีกหลายสิบเมือง ครอบคลุมประชากรไม่น้อยกว่า 500 ล้านคน
ใช้เวลาเดือนเศษ มาตรการเด็ดขาด ก็เริ่มแสดงผลออกมาให้เห็น
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในจีนเริ่มลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อ 5 มีนาคมนี้ แต่ก็ไม่มากเท่ากับปริมาณที่เพิ่มขึ้นในนานาประเทศนอกปริมณฑลของจีน
มาตรการปิดเมือง ยุติกิจกรรมร่วมกันของคนหมู่มากทั้งหมด หลงเหลือเท่าที่จำเป็นอย่างแท้จริงเหล่านี้ เป็นมาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรือไม่ ยังคงต้องถกเถียงกันต่อไปในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ และ องค์การอนามัยโลก (ฮู) เอง แม้จะแสดงความชื่นชมต่อมาตรการของจีน แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่แท้จริงคือ ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการตอบสนองต่อวิกฤตการระบาดเท่านั้น
คำถามสำคัญที่ตามมาประการหนึ่งคือ จีนดำเนินการปิดเมืองทั้งเมืองนานเป็นเดือนๆ ควบคุมคนนับเป็นร้อยๆ ล้านคนให้อยู่ภายใต้คำสั่งอย่างเคร่งครัดได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่คำประกาศของ สี จิ้นผิง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้นำรัฐบาลจีน ที่ประกาศ ‘สงครามของประชาชนจีน’ ต่อไวรัสโควิด-19 ด้วยการ ‘ใช้ทุกวิถีทาง’ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดนี้ให้ได้ แม้จะหมายถึงการยุติกิจกรรมทางเศรษฐกิจลงเหลือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ตามที
ปิดเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์
แน่นอนมาตรการเหล่านี้หนักเบาแตกต่างกันไปตามสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ นั่นหมายความว่า อู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ บังคับใช้มาตรการปิดเมืองแน่นหนาที่สุด แข็งแรงที่สุด ห้ามทุกคนออกจากเมือง ต่อด้วยการเพิ่มการควบคุมการออกจากบ้าน ที่ค่อยๆ ขยายต่อไปจนทั่วทั้งมณฑล
อพาร์ตเมนต์สำหรับพักอาศัย กำหนดให้เข้าออกได้เพียงประตูเดียว แต่ละครัวเรือนสามารถส่งตัวแทน 1 คนออกไปภายนอกได้ทุกๆ 3 วันต่อครั้ง เพื่อซื้อหาอาหารและของใช้จำเป็น ทุกครั้งที่ผ่านประตูเข้าออก ทุกคนจะถูกตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกาย
เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อทวีขึ้นเรื่อยๆถึงระดับสูง เจ้าหน้าที่หูเป่ย์จำเป็นต้องนำมาตรการที่ยิ่งเข้มงวดมากยิ่งขึ้นมาใช้ เรียกว่า ‘การบริหารจัดการการปิดเมืองที่เข้มงวดสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง’ ต่อที่พักอาศัยทุกครัวเรือน
ตามมาตรการนี้ ห้ามทุกคนใช้รถยนต์ส่วนตัว, ห้ามออกจากอพาร์ตเมนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต และกำหนดให้การซื้อยาแก้หวัด จำเป็นต้องเปิดเผยอุณหภูมิร่างกาย, ที่อยู่ และหมายเลขบัตรประชาชนต่อร้านขายยา
เพื่อลดความจำเป็นของการออกนอกบ้านลง เจ้าหน้าที่ประจำชุมชนจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดซื้อและส่งมอบข้าวของที่จำเป็น รวมถึงเวชภัณฑ์ให้กับลูกบ้านในเขตปกครอง
กองทัพจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง
ในพื้นที่ตัวเมืองขนาดใหญ่ที่เกิดการแพร่ระบาด เจ้าหน้าที่จะตีตารางแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตย่อยๆ เพื่อให้สะดวกสำหรับการบังคับใช้กฎปิดเมือง วิธีการเช่นนี้ลอกเลียนมาจากวิธีการปกครองดั้งเดิมสำหรับชาวจีนในยุคการปกครองของฮ่องเต้เลยทีเดียว
เจ้าหน้าที่ประจำชุมชน ซึ่งมีทั้งที่กินเงินเดือนและที่เป็นอาสาสมัคร ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังพฤติกรรม อย่างเช่น แอบออกนอกที่พัก หรือการแวะไปคุยกับเพื่อนบ้านในคอมเพล็กซ์เดียวกัน
ภารกิจของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ในกรณีที่มีผู้‘ไม่ให้ความร่วมมือ’ คือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องถิ่นให้มาจัดการ ลงเอยด้วยการลงโทษกักกันโรคเป็นเวลา 14 วันเป็นส่วนใหญ่
เจ้าหน้าที่ประจำเขตย่อยเหล่านี้ยังมีหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิของทุกคนเมื่อเข้า-ออก คอมเพล็กซ์ที่พักอาศัย และบันทึกคำให้การว่าเคยไปต่างเมืองมาหรือไม่ และจำกัดการเข้าไปภายในคอมเพล็กซ์เฉพาะผู้อยู่อาศัยเท่านั้น
ยังมีเจ้าหน้าที่ประจำเขตย่อยอีกมากที่ทำหน้าที่ลาดตระเวนตามท้องถนนในพื้นที่ ซึ่งทำให้โดยรวมแล้วต้องใช้เจ้าหน้าที่เหล่านี้จำนวนมาก
ในกรณีของเจ้อเจียง ซึ่งมีผู้ติดเชื้อสูงสุดนอกเหนือจากหูเป่ย์ มีเจ้าหน้าที่ประจำเขตย่อยนี้อยู่มากถึง 330,000 คน ในเสฉวน 300,000 คน กวางตุ้ง 170,000 คน ในอู่ฮั่น 177,000 คน เมืองใหญ่อย่างมหานครฉงชิ่ง ใช้ 118,000 คน เป็นต้น ในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ใช้ ‘โดรน’เป็นเครื่องมือในการช่วยควบคุมพฤติกรรมของลูกบ้าน โดยเฉพาะในยามวิกาล
ในปักกิ่ง มีการส่งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ราว 2,000 คนลงไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นด้วยอีกต่างหาก
ที่นี่ใครเคยมีประวัติเดินทาง ไม่ว่าจะไปไหนมา ต้องถูกกักกันโรค 14 วันทั้งหมด
ให้รางวัลรายงานการละเมิด
นอกเหนือจากการระดมเจ้าหน้าที่มาเพื่อการบังคับใช้ หลายพื้นที่นำเอาระบบให้รางวัลมาใช้ โดยให้รางวัลเป็นเงินสดแก่ใครก็ตามที่รายงานถึงพฤติกรรมละเมิดของเพื่อนบ้าน หรือมิตรสหายที่ไปรวมตัวกันทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งเป็นการละเมิด
ใครก็ตามที่ถูกรายงานว่าละเมิดข้อบังคับ ต้องถูกควบคุมตัวและถูกเปรียบเทียบปรับ
ที่ สือเจียจวง เมืองที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเหล็กของจีน รางวัลสำหรับการรายงานการพบเห็นว่าใครคนใดคนหนึ่งเดินทางมาจากอู่ฮั่น หรือเคยไปเยือนอู่ฮั่น จะได้รับรางวัลถึง 2,000 หยวน (หรือราว 9,000 บาท) ที่หนานชาง เมืองทางใต้ของหูเป่ย์ ให้รางวัล 500 หยวน (ราว 2,300 บาท) สำหรับใครก็ตามที่นำตัวผู้ที่มีไข้สูงมามอบให้กับทางการ
ที่เต๋อหยาง ในมณฑลเสฉวน การแจ้งเบาะแสว่าใครมีพฤติกรรมละเมิด มีมูลค่าสูงถึง 1,000 หยวน (ราว 4,500 บาท) ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎการปิดเมือง หรือละเมิดด้วยการลักลอบค้าสัตว์ป่า, ขึ้นราคาสินค้าทางการแพทย์เกินเหตุ หรือแอบให้ที่พักกับเพื่อนที่เดินทางเข้ามาจากนอกเมือง
ที่น่าสนใจคือความเข้มงวดในการบังคับใช้ แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ในเจ้อเจียง ทั้งมณฑล จำกัด ‘เวลา’ ในการอยู่นอกบ้านของแต่ละคน ที่เวิ่นโจว และหังโจว ในมณฑลเดียวกัน จำกัดให้แต่ละบ้านมีคนออกนอกบ้านได้เพียง 1 คนในทุกๆ สองวัน ซึ่งในที่สุดก็ต้องล้มเลิกไปหลังบังคับใช้เพียงสัปดาห์เศษ เมื่อชาวบ้านร้องเรียนว่าไม่สะดวกเกินไป
ในพื้นที่ชนบท ที่ประชากรมีความหนาแน่นน้อย วิธีการที่ใช้แตกต่างออกไป โดยมักอาศัยผู้ที่อยู่รอบนอกชุมชน ตั้งด่านเฝ้าระวังทั้งห้ามคนนอกเข้าและห้ามคนภายในเดินทางออกไปพร้อมๆ กัน
การเข้มงวดทำนองนี้ส่งผลให้ แรงงานย้ายถิ่นจากแถบชนบทราว 300 ล้านคนซึ่งเดินทางกลับบ้านในช่วงปีใหม่-ตรุษจีน ไม่สามารถกลับมาทำงานได้จนถึงขณะนี้
แอพพลิเคชั่นแจ้งความเคลื่อนไหว
ทางการจีนยังได้ออกแบบแอพพลิเคชั่นออกมาจำนวนหนึ่ง สำหรับใช้เพื่อบันทึกความเคลื่อนไหวของชาวจีน ผู้ที่เดินทางไปมาภายในประเทศทั้งหมดนับหลายล้านคน
บางเมืองมีแอพพ์ของตัวเอง กำหนดให้ผู้ที่เดินทางผ่านต้องระบุชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ และประวัติการเดินทางให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก่อนลงจากรถไฟ หรือเครื่องบิน เช่นในนครเซี่ยงไฮ้ อนุญาตให้ผู้ที่ยินยอมกรอกแบบฟอร์มดิจิทัลนี้เท่านั้นออกจากสถานีรถไฟ หรือสนามบิน
แอพพ์เหล่านี้ ยังใช้เป็นเครื่องเตือนนักเดินทางด้วยว่า เมื่อถึงบ้านแล้วต้องกักตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ทั้งยังเป็นเครื่องมือในการติดตามความเคลื่อนไหวสำหรับทางการในกรณีที่มีใครในฐานข้อมูลเกิดติดเชื้อขึ้นมา
แอพพลิเคชั่นบางตัวใช้เพื่อติดตามร่องรอยของคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะ ในหยุนหนาน ใครที่ต้องไปกินอาหารนอกบ้านบ่อยๆ หรือต้องเดินทางบ่อยๆ ต้องสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สืบสวนโรคทำงานได้ง่ายขึ้นเมื่อเกิดติดเชื้อขึ้นมา
ในแอพพ์จ่ายเงินอย่าง อาลีเพย์ ของอาลีบาบา ในบางมณฑล มีการเพิ่มฟีเจอร์ให้แจ้งประวัติการเดินทางและการติดต่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อมาหรือไม่ แอพพ์จะประเมินผลเป็นสัญลักษณ์สี จากเขียว, หรือเหลือง และแดง ซึ่งกำหนดเป็นกฎว่า ต้องกักตัวเอง 2 สัปดาห์เป็นต้น
เหล่านี้คือมาตรการทั้งหมดที่จีนนำมาใช้อย่างเข้มงวดกวดขัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนยืนยันว่า หากนำมาใช้ในประเทศตะวันตกทั้งหลาย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีหวังเป็นคดีความฟ้องร้องกันล้นศาลแน่นอน
แต่ข้อสรุปของ บรูซ อิลวอร์ด ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศจีนก็คือ มาตรการของจีนเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนว่า
ยิ่งเราค้นพบผู้ติดเชื้อแต่ละรายได้เร็วมากเท่าใด แยกตัวออกมาโดยเร็ว และติดตามผู้ที่คลุกคลีใกล้ชิดได้เร็วเท่าใด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการควบคุมการระบาดก็มีมากขึ้นเท่านั้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

