ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกเผชิญกับวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากความหวั่นวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 หลังดูเหมือนการแพร่ระบาดนอกจีนจะขยายความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ
โดยตลาดหลักทรัพย์หลักต่างปรับตัวลดลงอย่างหนัก อาทิ ตลาดหุ้นของสหรัฐที่ปิดลดลงมากกว่า 7% ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอนปิดตลาดลดลงเกือบ 8% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วยุโรปและเอเชียซึ่งปิดตลาดลดลงไปตามๆ กัน จนมีการขนานนามวันจันทร์ที่ผ่านมาว่าเป็น “แบล็ค มันเดย์”
ทั้งนี้ตลาดหุ้นในสหรัฐตกลงอย่างหนักหลังเริ่มเปิดทำการซื้อขาย จนกระทั่งต้องมีการสั่งระงับการซื้อขายเป็นการชั่วคราว หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ราว 15 นาที เพื่อควบคุมความหวั่นวิตกของผู้ซื้อ เนื่องจากภาวะการซื้อขายมีความผันผวนรุนแรง
ที่สุดแล้วดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลดลงถึง 7.8% หรือมากกว่า 2,000 จุด ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นการปรับลดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 7.6% และดัชนีแนสแด็กลดลง 7.3%
ด้านตลาดหลักทรัพย์ในอังกฤษปรับตัวลดลงเกือบ 8% ทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหายไปถึงราว 125 พันล้านปอนด์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ในประเทศหลักของยุโรปอื่นๆ อาทิ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน ต่างปิดตัวลดลงมากกว่า 7% ทั้งหมด
ด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน หลังจากเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซียเกี่ยวกับปริมาณการผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลก โดยซาอุฯประกาศว่าจะหั่นราคาขายและผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น หลังจากรัสเซียปฏิเสธข้อเสนอของประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่จะปรับลดปริมาณการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการน้ำมันที่ลดลงหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา
ปัญหาดังกล่าวทำให้เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงถึงเกือบ 1 ใน 3 ซึ่งนับเป็นการปรับลดลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามอ่าวในปี 2534 ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาปิดลดลงราว 20%
การปรับลดครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจากไวรัสโคโรนาเริ่มแพร่ระบาดไปทั่วโลกจนทำให้ปริมาณความต้องการน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงไปก่อนหน้านี้แล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

