หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นการแพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก ตลาดหลักทรัพย์ต่างพากันปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนหวั่นวิตกว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ จะไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญได้
โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลดลงมากกว่า 1,400 จุด ทำให้ภาพรวมมูลค่าของตลาดลดลงถึง 20% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา จนถือได้ว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มขาลง ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ก็แสดงตัวเลขที่ใกล้จะระบุได้ว่ากำลังอยู่ในแนวโน้มขาลงเช่นเดียวกัน และเป็นการปรับตัวลดลงที่รวดเร็วที่สุด โดยสถิติก่อนหน้านี้ที่ตลาดดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลดลงจนอยู่ในแนวโน้มขาลงนั้นใช้เวลาถึง 55 วัน เมื่อปี 2530
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 1464.94 จุด หรือ 5.9% มาปิดที่ 23,553.22 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.9% มาปิดที่ 2,741.38 จุด ส่วนดัชนีแนสแด็คลดลง 4.7% มาปิดที่ 7,952.05 จุด
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าตลาดหุ้นจะยังแกว่งตัวอย่างรุนแรงเช่นนี้ต่อไป จนกระทั่งมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกลดลง
ท่ามกลางสภาพปัญหาดังกล่าวนักลงทุนต่างพากันเร่งเทขายหุ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเพียงใด นักลงทุนยังเรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสานความร่วมมือกัน เพื่อลดภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกเนื่องจากไวรัสโคโรนาอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นในยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศต่างพากันออกมาตรการเพื่อช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ ล่าสุดธนาคารกลางอังกฤษประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นการฉุกเฉิน และยังประกาศมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาด้วย
ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ร่วงลงอย่างหนักอันเนื่องมาจากการเผชิญหน้าระหว่างซาอุดีอาระเบียกับรัสเซียเกี่ยวกับการลดปริมาณการผลิตยังคงไม่ดีขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบของสหรัฐลดลงไปแล้วเกือบ 50% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจและยังเกิดขึ้นในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกล่าสุดลดลงมาปิดที่เกือบ 33 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

