หน้าแรก ต่างประเทศ สกู๊ปหน้า1 : ...

สกู๊ปหน้า1 : ‘ไมเคิล จี. ดีซอมบรี’ ทูตสหรัฐเปิดตัวคุยสื่อไทย

13.03.20 | 15:07 น.

เมื่อ ไมเคิล จี. ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่ เปิดตัวกับสื่อมวลชนไทยครั้งแรกด้วยการเชื้อเชิญเข้าไป “พูดคุย” กันถึงบ้านพักที่ถนนวิทยุ

ใครก็ตามที่คุ้นเคยกับความพยายามทำความรู้จักกับคนไทย สังคมไทย ผ่านทางสื่อมวลชนของเจ้าหน้าที่ระดับเอกอัครราชทูตจากสหรัฐอเมริกาเช่นนี้ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทันที

เริ่มตั้งแต่การปฏิเสธการจับมือทักทาย เปลี่ยนเป็นการกระพุ่มมือไหว้อย่างสุภาพ จากเจ้าหน้าที่อเมริกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งท่านทูต แม้โดยหลักแล้วอาจเป็นเพียงเครื่องสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันว่าด้วย โควิด-19 แต่การตัดสินใจเลือกการไหว้ แทนการทักทายรูปแบบอื่นใด ก็แสดงถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมของกันและกันในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่กับสื่อเท่านั้นแต่หมายถึงรูปแบบการทักทายที่จะใช้ในอนาคตอีกด้วย

“ฝึกเอาไว้ให้ชิน” เจ้าหน้าที่อเมริกันรายหนึ่งบอกอย่างนั้น

ที่เปลี่ยนไปอีกประการ เกิดขึ้นจากตัวท่านทูตดีซอมบรี เอง ที่ยืนยันให้การสนทนาอยู่ในรูปแบบ “ไม่เป็นทางการให้มากที่สุด” แต่ในเวลาเดียวกันก็ยินยอมให้เผยแพร่ได้ในทุกกรณี

Advertisement

นี่คือความต่างที่สำคัญระหว่างคนที่ขลุกอยู่กับกรอบปฏิบัติทางการทูตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร กับผู้ที่อยู่ใน “นอกวง” คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับธุรกิจเอกชน แต่ถูกเจาะจงตัวเลือกให้มาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต

เป็นเอกอัครราชทูต ประเภท “น็อน แคเรียร์ดิโพลแมท” คนแรกในรอบ 45 ปีของสหรัฐอเมริกา

ทูตดีซอมบรีใช้เวลาสั้นๆ บอกเล่าภูมิหลังส่วนตัวให้ทุกคนรับฟัง ด้วยท่าทีเป็นกันเอง แม้บรรยากาศจะไม่ผ่อนคลายมากนักด้วยเหตุที่ว่าเป็นการสนทนาครั้งแรกของทั้งสองฝ่าย แต่ก็ราบรื่นไปด้วยดี

“ผมมาจากตอนกลางของประเทศ พื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นกลาง” เป็นลูกชายของช่างตัดผมในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่วิสคอนซิน ก่อนครอบครัวย้ายเข้ามาสู่เมืองใหญ่อย่างนครชิคาโก ทำให้ทูตดีซอมบรีเติบโตขึ้นจากที่นั่น

ที่พักอยู่ใกล้ทะเลสาบมิชิแกน ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังใกล้กับสนามกอล์ฟ 18 หลุมแห่งเดียวของเมือง ซึ่ง “ทำให้ผมเป็นแฟนกอล์ฟตัวยงมาจนถึงตอนนี้”

การศึกษาเล่าเรียนของทูตดีซอมบรีหลากหลายมาก สำเร็จปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ แต่พอระดับปริญญาโท หันไปเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขาเอเชียตะวันออกศึกษา ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ข้ามไปทำปริญญาเอกทางนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พบภริยาในอนาคตที่นั่น

หลังสำเร็จการศึกษา ทูตดีซอมบรีหันไปทำงานทางกฎหมายและการเจรจาต่อรองให้กับบริษัทธุรกิจอเมริกันและลูกค้าอื่นๆ ไม่ว่าจะในโครงการการลงทุนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายในภูมิภาคเอเชีย ถูกเลือกให้ขึ้นเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารสำนักงานกฎหมาย ซัลลิแวน แอนด์ ครอมเวลล์ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปี 2562 ที่ผ่านมา

ท่านทูตยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูมิหลังเหล่านี้ทำให้ถูกทาบทามมาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย

“การเลือกทูตนอกสายงานทางการทูตคนแรกในรอบ 45 ปีมาดำรงตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อความสัมพันธ์กับไทย จนถึงกับต้องเจาะจงคนที่ต้องการให้มาทำหน้าที่นี้เป็นพิเศษ”

และการเลือกคนที่มีภูมิหลังทางด้านเศรษฐศาสตร์จากภาคเอกชน “แสดงถึงความต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” พร้อมกับย้ำว่าอยากเห็นการขยายตัวด้านการลงทุนจากทั้งสองประเทศมากยิ่งขึ้น

“นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ผมถูกเลือกมาทำหน้าที่นี้เพราะในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศ ผมสามารถสื่อสารโดยตรงกับบริษัทธุรกิจอเมริกันทั้งหลายได้เพื่อกระตุ้นให้เดินทางมาลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งสามารถบอกกล่าวกับรัฐบาลไทยได้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุนของสหรัฐอเมริกาในไทย”

ทูตดีซอมบรีบอกถึงเป้าหมายที่ต้องการบรรลุถึงในขณะดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตที่นี่ว่า มีด้วยกันสามประการ คือการร่วมมือกับกลุ่มประเทศที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง แก้หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ตั้งแต่เรื่องผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม, ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติปัญหายาเสพติด สองคือการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การลงทุนโดยตรงระหว่างกัน, โครงข่ายความช่วยเหลือเพื่อดำเนินการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อถือได้ โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ, โครงการเชื่อมต่อทางดิจิทัลและไซเบอร์สเปซ ซึ่งจะดำเนินการผ่านบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งหลายของสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการอยู่แล้วในประเทศไทย ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ ไทยแลนด์ 4.0 และสุดท้ายคือ การให้ความช่วยเหลือในโครงการพัฒนาด้านพลังงาน ทั้ง “รีนิวเอเบิล และ น็อน-รีนิวเอเบิล”

ทูตดีซอมบรีพูดชัดถ้อยชัดคำแต่เร็ว ชนิดที่ล่ามต้องออกปากขอให้ชะลอช้าลงเพื่อความสะดวกในการแปลความต่อเนื่องเป็นภาษาไทย ซึ่งเป็นบุคลิกทั่วไปของคนในแวดวงธุรกิจ และนักกฎหมายที่มี “ตั๋วทนาย”

ทักษะด้านนี้แสดงออกให้เห็นชัดเจนเมื่อถูกขอให้แสดงความคิดเห็นด้านการเมืองในไทย

“สหรัฐเชื่อมั่นในเสรีภาพพื้นฐานและการปกครองด้วยนิติรัฐ แต่ก็เข้าใจดีว่าแต่ละประเทศก็มีแนวทางที่สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมในประเทศของตนเอง ประชาธิปไตยนั้นเป็นความท้าทาย และบางครั้งก็วุ่นวายอยู่บ้าง แต่สหรัฐอเมริกาถือเป็นหน้าที่ในการทำให้แต่ละประเทศตระหนักในคุณค่าของธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” และ

“ประชาธิปไตยของไทยยังใหม่และเยาว์วัยอยู่มากและกำลังก้าวหน้าต่อไปบนเส้นทางประชาธิปไตย เมื่อปีที่ผ่านมามีการเลือกตั้ง เราพอใจที่ได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าไทยกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ถูกต้อง อย่างที่ผมว่าไว้ ประชาธิปไตยบางครั้งยุ่งเหยิงและท้าทาย และทุกประเทศก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องแก้ไขให้ลุล่วงไป เราจับตามองทุกอย่างที่กำลังดำเนินไป”

รวมทั้งย้ำไว้อีกครั้งเมื่อถูกถามตรงๆ ถึงเจตนาของสหรัฐอเมริกา ที่แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองในไทย

“เราให้การสนับสนุนประชาธิปไตย ไม่ได้ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองหรือนักการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ได้เข้าข้างใคร เราดีใจที่ได้เห็นกระบวนการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในสภา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรจะเกิดขึ้น ถือว่าเป็นคุณลักษณะที่น่าพึงพอใจตามระบอบประชาธิปไตย”

พร้อมทั้งระบุไว้ด้วยว่า อาจเชื้อเชิญบรรดา ส.ส.ของไทยไปดูการทำงานของสภาคองเกรส

“ผมเตรียมเชื้อเชิญ ส.ส.ของไทยไปดูการประชุมสภาคองเกรส ซึ่งไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยและปลอดโปร่งทุกครั้งไปเช่นเดียวกัน เพราะประชาธิปไตยในอเมริกาก็เป็นกระบวนการที่ท้าทายเหมือนกัน เป้าหมายของเราเพียงแค่ต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันประชาธิปไตย และทำให้แน่ใจว่าเสียงคัดค้านจะได้รับการรับฟังภายในโครงสร้างของรัฐบาล”

กลับจากการสนทนาวันนั้น หลายคนเห็นตรงกันว่า ตัวของ ไมเคิล ดีซอมบรี นี่เองที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญที่สถานทูตสหรัฐอเมริกายามนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน