เมื่อวันที่ 16 มีนาคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบเซอร์ไพรส์ระลอกสองของเฟด หรือ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ลงอยู่ที่ระหว่าง 0 เปอร์เซ็นต์ถึง 0.25 เปอร์เซ็นต์ เป็นกรณีฉุกเฉินครั้งที่สองในรอบไม่ถึงสัปดาห์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของธนาคารกลางของชาติพัฒนาแล้วสำคัญๆ หลายประเทศในการร่วมมือกันอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบเพื่อพยุงสถานะเศรษฐกิจโลกในการรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ตามถ้อยแถลงของธนาคารแห่งยุโรป (อีซีบี)
ที่อีซีบียังระบุว่า อีซีบี ภายใต้ความร่วมมือกับ ธนาคารกลางแคนาดา อังกฤษ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และ ธนาคารแห่งชาติสวิส ตกลงประสานความร่วมมือกันในการดำเนินมาตรการเสริมสภาพคล่องผ่านระบบวงเงินแลกเปลี่ยนในรูปดอลลาร์สหรัฐ หรือ สว็อป ไลน์ อาร์เรนจ์เมนท์
ด้านนายมาริโอ เซนเทโน รัฐมนตรีคลังโปรตุเกส ในฐานะประธานคณะรัฐมนตรีคลังยูโรโซน เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่า ในวันที่ 16 มีนาคมนี้ รัฐมนตรีคลังของสหภาพยุโรป (อียู) จะหารือร่วมกันผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อทำความตกลงถึงนโยบายการตอบสนองต่อวิกฤตโควิด-19 ทางเศรษฐกิจร่วมกันและสอดประสานซึ่งกันและกัน หลังจากก่อนหน้านี้แต่ละประเทศพากันประกาศใช้มาตรการของตนเอง แต่ในเวลาเดียวกันการแพร่ระบาดก็เริ่มส่งผลกระทบ ถึงระดับที่ผู้นำอียูหลายคนยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้ซึ่งส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจจำนวนมากถึงกับหยุดชะงัก สามารถทำให้เศรษฐกิจอียูเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้
ในเอเชีย ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ) แถลงชุดมาตรการฉุกเฉินด้านนโยบายการเงินออกมา ด้วยการเพิ่มเพดานสำหรับการเข้าไปซื้อกองทุนเปิดเอทีเอฟ ประจำปี จากเดิม 6 ล้านล้านเยนเป็น 12 ล้านล้านเยน และเพิ่มเพดานการจัดซื้อกองทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ จากเดิม 90 ล้านล้านเยนเป็น 180 ล้านล้านเยน แม้ว่าจะยังคงระดับดอกเบี้ยไว้ที่ ลบ0.1 เปอร์เซ็นต์ และจำกัดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไว้ที่ 80 ล้านล้านเยนเช่นเดิม
ขณะที่ออสเตรเลียเตรียมประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง ด้วยการอัดฉีดเงินงบประมาณอีกราว 17,600 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ เข้าไปในระบบ

