สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ชาวสิงคโปร์แห่ซื้ออาหารกักตุน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าอาหารจะขาดแคลน หลังจากมาเลเซียประกาศปิดประเทศเพื่อต่อสู้กับการระบาดของ “โควิด-19” ที่มาเลเซียเริ่มพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้น
โดยนายมูฮิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ว่ามาเลเซียจะปิดชายแดน และจำกัดการเดินทางภายในประเทศ ปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย และธุรกิจทั้งหมด หลังจากยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในมาเลเซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 500 ราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคำสั่งดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมเป็นต้นไป โดยจะใช้ไปเป็นเวลา 2 สัปดาห์
ทั้งนี้ มาเลเซียถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญสำหรับประเทศสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์นำเข้าอาหารจากมาเลเซียมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศ และมีชาวมาเลเซียหลายหมื่นคนเดินทางเข้าประเทศสิงคโปร์ทุกวัน เพื่อทำงานในธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ร้านอาหารไปจนถึงโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ข่าวระบุว่า ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ มีผู้คนแห่ซื้อข้าวของกักตุนจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 17 มีนาคม ขณะที่ “แฟร์ไพรส์” เครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตในสิงคโปร์ เริ่มจำกัดปริมาณการซื้อของบางอย่าง เช่น กระดาษชำระ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าว และไข่ โดยมีรายงานว่า ตลาดบางแห่ง เนื้อไก่และหมูเริ่มไม่มีขายแล้ว ขณะที่ราคาผักก็เริ่มสูงขึ้น

ชายวัย 70 ปี คนหนึ่งซึ่งกำลังเข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยบะหมี่ บอกว่า “ใครจะไปรู้ว่าจะปิดเมืองไปอีกนานแค่ไหน เราต้องกักตุนบางอย่างเอาไว้”
ด้านนายวิน ฮง พ่อค้าขายเนื้อไก่ บอกว่า เขาต้องเปิดร้านนานขึ้น เพราะมีความต้องการของลูกค้าที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายชาน ชุน ซิง รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ อย่าตื่นตระหนกเรื่องการขาดแคลนอาหาร โดยระบุว่า สิงคโปร์มีโปรตีนและผักสำรองเอาไว้อยู่ได้ถึงกว่า 2 เดือน หากมีการบริโภคอย่างปกติ ส่วนบะหมี่และข้าวจะใช้สำหรับบริโภคได้นานถึง 3 เดือน
“เรามีแผนในการบริหารเหตุการณ์ฉุกเฉินนี้ โดยจากการรวบรวมสต๊อกที่มีอยู่ ทั้งจากความสามารถในการผลิตภายในประเทศ และแหล่งอุปทานจากหลายๆ ประเทศ” นายชานระบุ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

