หน้าแรก ต่างประเทศ ผลวิจัยชี้ &#...

ผลวิจัยชี้ ‘อเมริกัน’ อาจตายจาก ‘โควิด-19’ มากถึง 2.2 ล้านคน

18.03.20 | 17:45 น.
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ศูนย์เอ็มอาร์ซี เพื่อการวิเคราะห์โรคติดต่อระดับโลก ในสังกัด อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลกในการจัดทำแบบจำลองเพื่อคาดการณ์การแพร่ระบาดของโรค ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เผยแพร่รายงานผลการจัดทำแบบจำลองการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งจัดทำโดยทีมวิจัยซึ่ง มีนาย นีล เฟอร์กุสัน หัวหน้าศูนย์เอ็มอาร์ซีทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะ เพื่อประมาณการสถานการณ์คุกคามที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดสำหรับแต่ละประเทศนำไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อการรับมือ โดยใช้สถานการณ์ในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ

ในผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว ประเมินสถานการณ์จำลองใน 3 กรณีที่แตกต่างกัน คือ การไม่ดำเนินการใดๆ และการดำเนินการในระดับเพื่อบรรเทาการแพร่ระบาด ซึ่งหมายถึงความพยายามดำเนินมาตรการต่อต้าการแพร่ระบาดของไวรัสในระดับหนึ่ง อาทิ แยกรักษาผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน, ประกาศใช้มาตรการรักษาระยะห่างเฉพาะกับผู้สูงอายุ และบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยไม่หวังจะยับยั้งการระบาด เพียงแต่ป้องกันกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด และยังปล่อยให้มีการระบาดจนถึงระดับที่ประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันและทำให้การระบาดของโรคลดลงในที่สุด กับ แนวทางสุดท้ายคือการใช้มาตรการยับยั้งอย่างเข้มข้น มีมาตรการกักกันโรค มีมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมแบบสูงสุด ปิดการให้บริการที่ไม่จำเป็น ปิดโรงเรียน และแยกประชากรของประเทศอยู่ห่างจากกันด้วยการแยกให้แต่ละคนอยู่ในบ้านพักของตนเอง

ผลตามแบบจำลองที่ได้ พบว่า ในกรณีแรกสุด จะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตมหาศาล ในอังกฤษจะมีผู้เสียชีวิตจากการระบาดถึง 510,000 คน ในสหรัฐอเมริกาจะเสียชีวิตมากถึง 2.2 ล้านคน ในกรณีที่ 2 คือใช้มาตรการเพียงแค่บรรเทาการระบาด จะส่งผลให้ในอังกฤษ มีผู้เสียชีวิตราว 250,000 คน ส่วนในสหรัฐอเมริกาจะสูงถึง 1.1 ล้านถึง 1.2 ล้านคน ระบบโรงพยาบาลและสาธารณสุขไม่สามารถรับมือกับผู้ป่วยอาการหนักที่มีมากเกินศักยภาพได้

ศูนย์เอ็มอาร์ซี แนะนำให้รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการแบบเข้มข้นเพื่อยับการแพร่ระบาดในช่วงแรก ก่อนที่จะสามารถผ่อนปรนลงสู่ระดับการควบคุมเพื่อบรรเทาได้ในขั้นตอนต่อมาในบางพื้นที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงระยะเวลาต่อเนื่องนาน 18 เดือน จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกัน โดยเชื่้อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในการรับมือและลดการเสียชีวิตลงเหลือน้อยที่สุด

Advertisement

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน