สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ทางการจีนยืนยันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่า พวกเขามีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้ และไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ระบุว่า การอ้างสิทธิครอบครองเหนือพื้นที่เป็นวงกว้างในทะเลจีนใต้ของจีนไม่มีข้อรองรับทางกฎหมาย
ในสมุดปกขาวหรือเอกสารทางวิชาการของจีนเรื่องการยุติข้อพิพาทกับฟิลิปปินส์ที่เผยแพร่วันเดียวกันนี้ ระบุว่า “จีนเป็นประเทศแรกที่ค้นพบ ตั้งชื่อ สำรวจ และใช้ประโยชน์หมู่เกาะและน่านน้ำในทะเลจีนใต้ และยังคงใช้สิทธิ์เหนืออธิปไตยและเขตอำนาจตามกฎหมายในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สันติและมีประสิทธิภาพ”
ข่าวระบุว่า การอ้างสิทธิครอบครองเหนือพื้นที่ดังกล่าวของจีน ที่ขยายวงออกมาจนเกือบถึงชายฝั่งทะเลของประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ยึดตาม “แนวเส้นประ 9 เส้น” ที่ปรากฏเป็นครั้งแรกในแผนที่ของจีนหลายฉบับสมัยยุคทศวรรษที่ 1940
สมุดปกขาวยังระบุว่า จีนไม่เคยหยุดการทำกิจกรรม อาทิ การลาดตระเวณและบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาทรัพยากร และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในน่านน้ำที่เกี่ยวเนื่องกัน และจีนต้องการยุติข้อพิพาท “โดยอยู่บนพื้นฐานของการเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”
ทว่าเอกสารดังกล่าวขัดกับคำพิพากษาของพีซีเอเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งตัดสินในคดีที่ฟิลิปปินส์ยื่นฟ้อง โดยระบุว่า “ไม่มีหลักฐานว่าจีนมีสิทธิตามประวัติศาสตร์ในการครอบครองน่านน้ำและทรัพยากรธรรมชาติแต่เพียงผู้เดียว” พีซีเอระบุด้วยว่า “สิทธิทางประวัติศาสตร์” ใดๆ เหนือทรัพยากรธรรมชาติในน่านน้ำของทะเลจีนใต้ “ถูกทำให้หมดไป” นับตั้งแต่จีนลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (อันคลอส)
นายหลิว เจิ้นหมิน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีนระบุว่า จีนมีสิทธิในการกำหนดเขตป้องกันทางอากาศในทะเลจีนใต้ โดยขึ้นอยู่กับระดับของภัยคุกคาม แต่นายหลิวหวังว่า จีนจะสามารถกลับไปเจรจาทวิภาคีกับฟิลิปปินส์เพื่อยุติข้อพิพาทในเรื่องนี้ได้ภายหลังคำตัดสินของพีซีเอ
ทั้งนี้ ข่าวระบุว่าจีนไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาคดีของพีซีเอ โดยระบุว่าพีซีเอไม่มีขอบเขตอำนาจในการตัดสินประเด็นดังกล่าว และได้ใช้ความพยายามทางการทูตและการประชาสัมพันธ์เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของพีซีเอ
ด้านนางจูลี บิช็อป รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า จีนต้องยอมรับคำตัดสินของพีซีเอที่ว่า การอ้างสิทธิเหนือทะเลจีนใต้นั้นไม่ชอบ และจำเป็นต้องหยุดการสร้างเกาะเทียมในน่านน้ำพิพาท โดยจีนเสี่ยงที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปหากปฏิเสธที่จะยอมรับคำตัดสิน

