เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างประเทศที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองคงหนีไม่พ้นการพิจารณาคดีข้อพิพาทการอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์และจีน ด้วยคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชี้ว่าเส้นประ 9 เส้นที่จีนใช้ในการอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำไม่มีหลักกฎหมายรับรอง
หลังคำวินิจฉัยปรากฏขึ้น นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศอย่างชัดเจนว่า จีนไม่ยอมรับการอ้างสิทธิหรือการกระทำใด ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานคำตัดสินของพีซีเอ ขณะที่ฝ่ายฟิลิปปินส์ที่ยินดีและเคารพต่อคำวินิจฉัยแต่ปราศจากท่าทีเฉลิมฉลอง และล่าสุดประกาศเตือนให้จีนเคารพต่อคำวินิจฉัยเช่นเดียวกัน
ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์ในเบื้องต้นต่อผู้สื่อข่าวว่าจำเป็นต้องดูท่าทีของฟิลิปปินส์ต่อไป โดยที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เคลื่อนไหวไปในเชิงประนีประนอมมากขึ้น ฝ่ายจีนที่มีจุดยืนชัดเจนอาจใช้เวทีเจรจาทวิภาคีต่อฝ่ายกรณีเนื่องจากเคยตกลงจัดการข้อพิพาทมาก่อนหน้านี้
ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เขตเศรษฐกิจพิเศษจำเพาะ (EEZ) สามารถอ้างสิทธิพื้นที่ไกลถึง 200 ไมล์ทะเล อย่างไรก็ตาม เมื่อเส้นประ 9 เส้นที่จีนอ้างสิทธิไม่ถูกรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ จีนไม่สามารถอ้างพื้นที่น่านน้ำตามสิทธิได้ ซ้ำเมื่อการอ้างพื้นที่เรียบยาวกับชายฝั่งของชาติต่าง ๆ ยิ่งทำให้เกิดปัญหา
ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรปฏิเสธการรับเกาะเทียมที่จีนสร้างขึ้นในฐานะเกาะ ชี้เป็นเพียงความพยายามถมแนวปะการังและหินที่อยู่ใต้น้ำ นอกเหนือจากนี้ ศาลมองว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายหลักฐานเนื่องจากคดีนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2556 แต่การถมเกาะมีขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซ้ำเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย จึงควรยุติการรุกล้ำเสีย

สถานการณ์ที่ดำเนินอยู่มีความตึงเครียดและอาจเป็นไปได้หลายทาง อาจารย์จากรั้วสิงห์ดำยกตัวอย่างกรณีคร่าว ๆ 2 แบบ โดยจีนอาจใช้กรณีคำตัดสินเป็นจุดในการเปลี่ยนท่าทีและพิสูจน์ให้เห็นความเคารพวาจาที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ไม่ต้องการลบล้างระบบระเบียบระหว่างประเทศ จากเดิมที่มีท่าทีกระตุ้นให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นอาจยอมกลับลำ ถึงอย่างนั้น กระแสชาตินิยมในจีนอาจบั่นทอนทิศทางนี้ แต่ในทิศทางสวนกัน ด้วยคำวินิจฉัยมีผลผูกมัดแต่องค์การปราศจากตัวแสดงในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้จีนจะยืนกรานท่าทีที่มีอยู่ต่อไป
เฉพาะเมื่อเย็นวานที่ผ่านมา จีนประกาศว่าตนมีสิทธิในการประกาศเขตป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) แสดงให้เห็นในเบื้องต้นว่าจีนเลือกวิธีที่แข็งกร้าวซึ่งจะกระทบต่อเสรีภาพในการเดินทะเล อย่างไรก็ตามจีนไม่น่าจะต้องการสร้างความตึงเครียดให้มากขึ้นเพียงต้องการรักษาสถานภาพเดิม (Status Quo) ไว้ และเป็นกลยุทธ์เผื่อหนุนการเจรจาให้อีกฝ่ายไม่กล้าเรียกร้องมาก
สถานการณ์เช่นนี้เองอาจเป็นตัวเรียกร้องให้ประเทศทรงอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกายื่นมือเข้าแทรกแซง ด้วยการหวังของประเทศต่างๆ ที่จะพึ่งพาในประเด็นปัญหาข้อพิพาทและเสรีภาพในการเดินเรือ ที่อเมริกาแสดงท่าทีชัดเจนว่าคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่บั่นทอน
ขณะเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม นายซุย เทียนข่าย เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกากล่าวที่ศูนย์ยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศศึกษา ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า จีนมีเจตจำนงค์ที่แนวแน่ในการปกป้องผลประโยชน์และสิทธิของตนเอง รวมถึงความยุติธรรมระหว่างประเทศด้วย แต่จะไม่ยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวทางทหาร และย้ำว่าจีนมีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะและปะการังในทะเลจีนใต้ จนประเด็นนี้เริ่มถูกท้าทายเมื่อช่วงคริสตทศวรรษ 1970
“แต่ความตึงเครียดที่เริ่มสูงขึ้นในช่วง 5 – 6 ปีก่อน มาพร้อมช่วงที่เราเริ่มได้ยินคำว่า ‘ปักหมุดเอเชีย’ (Pivoting to Asia)” นายซุยกล่าว “และในช่วงไม่กี่ปี ปัญหาพิพาทยิ่งรุนแรงขึ้น บั่นทอนความสัมพันธ์ … ผมไม่คิดว่าใครได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่จีน ไม่ใช่ประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่แม้กระทั่งสำหรับสหรัฐอเมริกาในระยะยาว” ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายย่อมถูกกระทบหากมีการทำให้เอเชียแปซิฟิกปราศจากเสถียรภาพ หากมีการทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอ่อนตัว และหากมีปัญหาทางการทหารขึ้น
“สำหรับผู้คนที่อาจมีภาพผิด ๆ ว่าพวกเขาสามารถเกาะขบวนของการปักหมุดและสามารถได้ผลประโยชน์ไปโดยไม่ต้องจ่ายราคาใด ๆ กรุณาดูประเทศอย่างอิรัก ลิเบีย และซีเรีย แล้วก็ถามประชาชนในประเทศเหล่านั้นดู ระวังสิ่งที่คุณขอไว้ เพราะคุณอาจได้มันมาจริง ๆ” ทูตจีนประจำสหรัฐฯกล่าว
“ผมคิดว่าการเจรจาและการปรึกษาหารือระหว่างฝ่ายต่างยังคงถือเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพและสามารถปฏิบัติได้ที่สุด ความพยายามทางการทูตไม่ควรถูกต่อต้านด้วยเศษกระดาษหรือกองเรือบรรทุกเครื่องบิน จีนยังคงมีความตั้งใจเดินหน้าการเจรจาและปรึกษากับฝ่ายอื่น ๆ จุดยืนนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและจะไม่เปลี่ยนไป”

