องค์การอนามัยโลก(ฮู)เผยว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 เอช1เอ็น1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหญ่ในปี 2552 ถึง 10 เท่า พร้อมกับย้ำว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยยุติการแพร่ระบาดของไวรัสได้อย่างสมบูรณ์คือการพัฒนาวัคซีน ซึ่งคาดว่ากว่าที่จะพัฒนาวัคซีนได้สำเร็จจะต้องใช้เวลาราว 12-18 เดือน
นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ฮู กล่วว่า ฮูยังคงรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบถึง 1.2 แสนคน และมีผู้ติดเชื้อใกล้จะถึง 2 ล้านคนแล้ว
นายกีบรีเยซุสกล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้พูดได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากกว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 เอช1เอ็น1 ถึง 10 เท่า ซึ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ เอช1เอ็น1 มีผู้เสียชีวิตราว 18,500 ราย
การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในครั้งนั้นซึ่งมีจุดกำเนินในเม็กซิโกและสหรัฐ ถูกประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ในเดือนมีนาคม 2552 ก่อนจะยุติลงในเดือนสิงหาคม 2553 กลับไม่รุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากอย่างที่หวั่นกลัวกัน เนื่องจากสามารถผลิตวัคซีนออกมาได้อย่างรวดเร็ว
ผู้อำนวยการใหญ่ฮูแสดงความเสียใจที่บางประเทศมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อมากถึง 2 เท่าในเวลาเพียง 3-4 วัน พร้อมกับย้ำว่า หากประเทศต่างๆ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินการตรวจหาผู้ติดเชื้อ กักบริเวณผู้ดูแลผู้ป่วย และตรวจสอบผู้ที่ติดต่อกับผู้ป่วยทุกกรณี เช่นนี้เราก็จะควบคุมการแพร่ระบาดได้
ปัจจุบันมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกต้องอยู่ภายใต้มาตรการกักบริเวณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะควบคุมการแพร่ระบาด แต่กีบรีเยซุสเตือนว่า การมีปฏิสัมพันธ์ของคนในโลกคือความเสี่ยงที่จะทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสเกิดฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ที่สุดแล้วสิ่งที่จะช่วยยุติการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือการพัฒนาวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีผลในการจัดการกับไวรัส
“การลดจำนวนของผู้ติดเชื้อเป็นไปได้ช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อ ดังนั้นมาตรการควบคุมต้องค่อยๆ ผ่อนปรนลงอย่างช้าๆ ไม่ใช่ทำทั้งหมดในทีเดียว เราจะยกเลิกมาตรการต่างๆ ได้ เมื่อมาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมยังคงอยู่ ซึ่งรวมถึงการติดตามตรวจสอบผู้ติดเชื้อ”นายกีบรีเยซุสกล่าว

