เมื่ออาเซียนผนึกกำลังสู้สงครามโควิด-19
วิกฤตโควิด-19 คือหนึ่งในวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนทั่วโลก จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อทะลุไปแล้วกว่า 2 ล้านคน และมียอดผู้เสียชีวิตสูงกว่า 130,000 คน ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนประชากรของจังหวัดเชียงรายทั้งจังหวัดเลยทีเดียว
ภูมิภาคอาเซียนของเราก็ไม่มีข้อยกเว้น จนถึงปัจจุบัน ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงถึงเกือบ 23,000 คน และจำนวนผู้เสียชีวิตขยับเข้าใกล้หลัก 1,000 คนเข้าไปทุกที วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ เราเริ่มเห็นสัญญาณของความถดถอยทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากความชะงักงันในกระบวนการผลิต ระบบการขนส่งสินค้าที่ประสบปัญหา สายการบินที่ต้องยุติเที่ยวบิน นักท่องเที่ยวที่หายไป จนทำให้ธุรกิจโรงแรม ลูกจ้างรายวัน พ่อค้าแม่ขาย ไปจนถึงคนขับรถตู้ รถแท็กซี่ได้รับความเดือดร้อน หากวิกฤตนี้ยังยืดเยื้อต่อไป คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของอาเซียนซึ่งพึ่งพิงธุรกิจการท่องเที่ยวสูงถึง 12.6% จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนในปี 2563 ลงจากเดิม 4.7% เหลือเพียง 1% เท่านั้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อาเซียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องผนึกกำลังร่วมสู้ในสงครามโควิด-19 ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญอีกครั้งหนึ่งว่า ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันของอาเซียน จะช่วยนำพาให้ทั้ง 10 ประเทศ และชาวอาเซียนกว่า 650 ล้านคนผ่านพ้นวิกฤตไปได้อีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่เคยร่วมมือฟันฝ่าหลายอุปสรรคมาแล้วในอดีต ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่เรารู้จักกันดีในนาม ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคซาร์ส เมื่อปี 2546 และวิกฤตซับไพร์ม หรือ ‘วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์’ เมื่อปี 2551
เครือข่ายด้านการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของอาเซียน หรือ อีโอซี นับเป็นด่านแรกที่ตอบสนองต่อการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม ในขณะที่ชาวโลกกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่อยู่นั้น หน่วยงานสาธารณสุขของทั้ง 10 ประเทศได้รับแจ้งการเตือนภัยจากจีน ผ่านกลไกความร่วมมือสาธารณสุขอาเซียนบวกสาม ซึ่งรวมญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อยู่ด้วย ทำให้ทั้ง 13 ประเทศสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นสถานการณ์การแพร่ระบาดในภูมิภาคอาจรุนแรงและควบคุมได้ยากกว่านี้ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ ทั้งในด้านการควบคุมโรค การติดตามตรวจสอบผู้ติดเชื้อ และการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แต่ละประเทศได้เรียนรู้และปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับโควิด-19 ได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น วิกฤตโควิด-19 ยังทำให้เราได้เห็นถึง ‘น้ำใจ’ ที่ชาวอาเซียนหยิบยื่นให้แก่กัน สถานทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนในต่างประเทศหลายแห่ง ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดูแลและอพยพประชาชนกลับประเทศบ้านเกิด หลายประเทศจัดส่งหน้ากากอนามัย ยา และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพี่อให้การช่วยเหลือเพื่อน ๆ ในอาเซียนที่ขาดแคลน เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่แสดงความพร้อมในการส่งชุดตรวจชนิด RT-PCR ซึ่งภาคเอกชนไทย คือ บริษัทสยามไบโอไซน์สามารถคิดค้นและผลิตได้ ไปมอบให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศละ 10,000 ชุด ภายหลังจากที่ได้ส่งมอบให้รัฐบาลสำหรับใช้ภายในประเทศแล้ว 100,000 ชุด นับเป็นการดำเนินมาตรการเชิงรุกที่สำคัญของไทย ด้วยการขยายแนวตั้งรับออกไปให้ถึงประเทศเพื่อนบ้าน ให้มีความเข้มแข็งและช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่เชื้อจากประเทศเพื่อนบ้านสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในด้านการศึกษา วิจัย การคิดค้นนวัตกรรม และการเป็นผู้นำด้านสาธารณสุขในอาเซียน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ภาคเอกชนของไทยต่อไปในอนาคต
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในการฝ่าฟันวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคและการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมเพื่อขนส่งสินค้าระหว่างกันหยุดชะงักลง เราจึงได้เห็นความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้าหรือข้อตกลงพิเศษระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศ เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่อนุญาตให้การขนส่งสินค้าและอาหารยังดำเนินต่อไปได้ แม้จะมีการปิดพรมแดนเข้า-ออกประเทศ นอกจากนี้ อาเซียนได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงวิกฤตนี้ ทั้งการซื้อ-ขายสินค้าผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม และการเชื่อมต่อระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการของอาเซียนโดยเฉพาะ MSMEs มีช่องทางขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะวิกฤตเช่นนี้
นอกจากนี้ ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนและคู่เจรจาบวกสาม ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประชุมร่วมกันผ่านระบบการประชุมทางไกลเป็นครั้งแรก เพื่อหารือแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีของแต่ละประเทศ และร่วมกันหาแนวทางเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด บรรเทาผลกระทบ และเตรียมพร้อมรับมือภายหลังวิกฤตโควิด-19 การประชุมครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของผู้นำทุกประเทศในการจัดการกับวิกฤตโควิด-19 อีกทั้งแสดงให้เห็นว่า ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ แต่ละประเทศไม่ได้ต่อสู้ในสงครามนี้อย่างโดดเดี่ยว แต่ยิ่งทำให้พวกเราร่วมแรงร่วมใจ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของแต่ละประเทศ รวมทั้งความร่วมมือที่ทั้ง 13 ประเทศเคยสร้างร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งวิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ได้กลายมาเป็นอาวุธที่ทรงพลังเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ในครั้งนี้
การแพร่ระบาดของโควิด-19 คือวิกฤตที่เปลี่ยนโลก เปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิตของคน และเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการประกอบธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ เมื่อวิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ประเทศไทยและอาเซียนจะวางแผนอย่างไรให้ภูมิภาคสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และกลับมาเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว อาเซียนจึงจำเป็นต้องถอดบทเรียน พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เสริมสร้างความร่วมมือที่มีระหว่างกัน และสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับภาคีภายนอกให้แข็งแกร่ง รวมทั้งต่อยอดมาตรการดี ๆ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ได้นำมาใช้ในช่วงนี้เพื่อมองไปสู่อนาคตให้เรามีรากฐานที่แข็งแรงในการรับมือกับความท้าทายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อให้ทุกประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างมั่นคง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมของโลกต่อไป

