สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (ดับเบิลยูทีไอ) ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า กำหนดส่งมอบในเดือนพฤษภาคม สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของวงการค้าน้ำมัน ด้วยการที่ราคาดิ่งลงลึกในแดนลบในช่วงของการซื้อขายเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะหมดอายุสัญญาการซื้อขายในเวลา 04.00 น.เช้าวันที่ 21 เมษายนนี้ตามเวลาไทย
ความต้องการน้ำมันที่ลดน้อยลง ประกอบกับการที่คลังเก็บน้ำมันกำลังจะเต็ม กดจนราคาปิดตลาดลดลงมาอยู่ที่ -37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหมายความว่า เทรดเดอร์ ผู้ขายสัญญาน้ำมันดังกล่าวจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ซื้อสัญญาบาร์เรลละ 37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยที่ผู้ซื้อสัญญาต้องรับผิดชอบในการจ่ายเงินค่าจัดเก็บน้ำมันที่ซื้อต่อไป โดยเทรดเดอร์ยอมแบกรับภาระขาดทุนทันที50-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพราะต้องการกำจัดสัญญาซื้อขายน้ำมันในมือ
ราคาที่ระดับ -37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการร่วงลงในช่วงการซื้อขายวันเดียวถึง 55.90 ดอลลาร์ แต่ไม่ใช่ราคาต่ำที่สุดของการตกลงซื้อขายน้ำมันเมื่อวันที่ 20 เมษายน เพราะช่วงหนึ่งมีการตกลงซื้อขายกันที่ -40.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย
ภาวะราคาน้ำมันติดลบครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความต้องการน้ำมันทั่วโลกลดฮวบลงกะทันหันจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้หลายประเทศกำหนดมาตรการอยู่แต่ในบ้าน ห้ามการสัญจรไปมา และปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ลง ทั้งนี้ประเมินกันว่า ปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลงไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์หรือราว 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ในขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันดิบทั้งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย ตามสัญญาซื้อขายน้ำมันยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันดิบส่วนที่ยังขายไม่ได้ต้องถูกกักเก็บอยู่ในคลังเก็บน้ำมันต่างๆ จนใกล้เต็มขีดความสามารถในการเก็บของคลัง ส่งผลให้ราคาที่ว่างในคลังน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นตามลำดับ จนมีรายงานเมื่อวันที่ 19 เมษายนว่า คลังน้ำมันที่คูชิง รัฐโอกลาโฮมา กำลังเต็มกำลังบรรจุ จึงเกิดเหตุการณ์เร่งระบายสัญญาซื้อขายน้ำมันในมือเทรดเดอร์ออกไปในทุกราคาซื้อ จนราคาติดลบในที่สุด
แม้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในกรณีที่มีการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นกันในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเท่านั้น ภาวะราคาติดลบดังกล่าวก็สะท้อนถึงการลดลงของความต้องการน้ำมันสูงมาก ในขณะที่การผลิตยังไม่ลดลงหรือลดลงไม่สมดุลกับความต้องการน้ำมัน จนเกิดล้นคลัง ล้นตลาด ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาซื้อขายน้ำมันต่อไปในอนาคต
ขณะที่ช่วงห่างระหว่างราคาน้ำมันเดือนพฤษภาคมกับมิถุนายนสูงถึง 60 ดอลลาร์ มากที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน
ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันติดลบนี้ เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งใช้กันในยุโรปเป็นส่วนใหญ่แต่อย่างใด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังปิดการซื้อขายอยู่ที่ 25.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.51 ดอลลาร์หรือ 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

