
เมื่อวันที่ 28 เมษายน สื่อต่างประเทศรายงานเป็นกรณีตัวอย่างของผู้มีอำนาจรัฐแต่กลับฝ่าฝืนกฎหมายเสียเองว่า ศาลมาเลเซียสั่งปรับเงินนายนูอัซมี กาซาลี รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขมาเลเซีย และนายราซมาน ซาคาเรีย ผู้บริหารองค์กรเอ็นจีโอในรัฐเปรัก เป็นเงิน 1,000 ริงกิต (ราว 7,500 บาท) หลังทั้งสองรับสารภาพว่ากระทำการฝ่าฝืนคำสั่งควบคุมการเคลื่อนไหว(เอ็มซีโอ)ของรัฐบาลมาเลเซีย ที่เป็นหนึ่งในมาตรการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ หลังจากมีการโพสต์ภาพนายนูอัซมีและนายราซมานนั่งล้อมวงกินข้าวกับผู้ร่วมกระทำผิดอีก 13 คน ที่โรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่งในรัฐเปรักที่ผู้กระทำผิดทั้งหมดไปลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรการควบคุมและป้องกันโรคระบาดดังกล่าวของรัฐบาลที่มีโทษปรับเงินสูงสุด 1,000 ริงกิต หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยภาพหลักฐานดังกล่าวนายนูอัซมีเป็นผู้โพสต์ลงบนบัญชีเฟซบุ๊กของตนเอง ก่อนที่จะลบทิ้งไปในเวลาต่อมา หลังจากเกิดกระแสตีกลับโดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่กลับฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาลเสียเองที่ห้ามการรวมตัวกันในที่สาธารณะ ตลอดจนห้ามการเดินทางไปยังที่ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทางการมาเลเซียบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมผ่านมา และได้มีการขยายเวลาบังคับใช้ออกไปอีกถึง 3 ครั้ง จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม เพื่อที่จะหยุดยั้งการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในมาเลเซียแล้ว 99 ราย และมีผู้ติดเชื้อสะสม 5,820 ราย
หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขมาเลเซียได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนในสิ่งที่ตนเองกระทำลงไป ก่อนตำรวจมาเลเซียจะทำการสอบสวนในเรื่องนี้
ด้านสุลต่านนาซริน ชาห์ สุลต่านแห่งรัฐเปรัก ออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้นำมาเลเซียทั้งหมดในทุกระดับร่วมกันเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการที่บังคับใช้อยู่อย่างเคร่งครัด
ขณะที่มีรายงานว่ามีชาวมาเลเซียถูกจับกุมดำเนินคดีจากความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรการล็อกดาวน์แล้วมากกว่า 21,000 ราย
