
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ต่อกระแสกดดันจากชาติตะวันตกที่ให้ตุรกียึดมั่นในหลักนิติรัฐและคัดค้านการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกของตุรกี หลังเกิดความพยามยามก่อรัฐประหารล้มอำนาจประธานาธิบดีเรชิป เทย์ยิป แอร์ดวนนั้น นายบินาลี ยิลดริม นายกรัฐมนตรีตุรกี กล่าวว่า รัฐบาลตุรกีไม่สามารถเมินเฉยต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ให้นำโทษประหารชีวิตมาใช้ลงโทษผู้พยายามก่อรัฐประหารได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องมีการพิจารณากันอย่างรอบคอบในรัฐสภา
ทั้งนี้ ประเทศตุรกีได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของตุรกีที่จะเคลียร์ภาพของตนเองเพื่อที่จะสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียู อย่างไรก็ตาม ความพยายามเร่งดำเนินกระบวนดังกล่าวของตุรกีต้องสะดุดลงเมื่อไม่กี่ปีก่อน เนื่องจากชาติอียูมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพสื่อในประเทศตุรกีภายใต้การนำของนายแอร์ดวนที่ยังถูกมองว่ามีความเป็นเผด็จการ ทว่าหลังจากตุรกีพยายามยื่นมือที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการร่วมแก้ปัญหาวิกฤตผู้อพยพในยุโรป จึงทำให้อียูอ่อนท่าทีลง
อย่างไรก็ตาม กระแสเรียกร้องในประเทศตุรกีให้นำโทษประหารชีวิตมาใช้ลงโทษผู้พยายามก่อรัฐประหาร ได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับชาติตะวันตก โดยอียูเตือนว่าหากตุรกีฟื้นโทษประหารชีวิตกลับมา ตุรกีก็จะไม่สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียูได้
“ไม่มีประเทศไหนที่จะสามารถเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกอียูได้ หากประเทศนั้นๆยังมีบทลงโทษประหารชีวิต” นางเฟเดริกา โมเกรินี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศอียูกล่าว ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับประเทศเยอรมนี ที่โฆษกของนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวเตือนว่า การฟื้นโทษประหารชีวิตกลับมาของตุรกี อาจจะนำไปสู่การสิ้นสุดการเจรจาเข้าร่วมอียูของตุรกีได้
