คอลัมน์ไฮไลต์โลก: วิกฤตโควิดกับ “นิว นอร์มอล” ในธุรกิจสายการบิน

7.05.20 | 11:06 น.
แฟ้มภาพเอเอฟพี

คิดอย่างไรถ้าต่อไปเราเดินทางด้วยเครื่องบินแล้วในเที่ยวบินนั้นมีผู้โดยสารอยู่เพียงแค่ครึ่งลำโดยนั่งเว้นระยะห่างกัน ขณะที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทั้งหมดต้องสวมหน้ากากป้องกันขณะให้บริการผู้โดยสาร ดังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่าง (Safe distancing) เพื่อความปลอดภัยของทางสายการบินที่เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินกันได้บ้างแล้วในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ในขณะนี้
นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญมองว่าภาพดังกล่าวอาจกลายเป็น “นิว นอร์มอล” (New Normal) หรือ “ความปกติในรูปแบบใหม่” ที่อาจจะมีการยึดปฏิบัติกันต่อไปได้แม้วิกฤตโควิด-19 จะผ่านพ้นไปแล้ว

เช่นสายการบินเจ็ทสตาร์ ที่เริ่มกลับมาให้บริการเที่ยวบินบางส่วนเมื่อ 21 เมษายนที่ผ่านมา ได้กำหนดรับผู้โดยสารบนเที่ยวบินไม่เกิน 112 ที่นั่ง หรือคิดเป็นเพียง 60% ของที่นั่งบนเที่ยวบินนั้นทั้งหมด ส่วนหนึ่งของมาตรการเว้นระยะห่างบนเที่ยวบิน และอีกหลายสายการบินเช่น แอร์นิวซีแลนด์ เคแอลเอ็ม และ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ส ที่มีการบล็อกที่นั่งเอาไว้จากการขายเพื่อให้มีการเว้นระยะห่างบนเที่ยวบินได้

เบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์อิสระในแวดวงธุรกิจการบินมองว่า การดำเนินการข้างต้นเป็นวิธีการปรับตัวส่วนหนึ่งของธุรกิจสายการบินเพื่อให้รับมือกับปัญหาท้าทายที่เกิดขึ้นตรงหน้าจากวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ดีการบล็อกที่นั่งดังกล่าวในขณะนี้ถือว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรของทางสายการบินยังไม่มากเท่าใดเพราะเที่ยวบินส่วนใหญ่มีผู้โดยสารใช้บริการไม่ถึง 50% อยู่แล้ว โดยรายได้หลักของสายการบินต่างๆตอนนี้มาจากการให้บริการขนส่งสินค้า

ขณะที่อเล็กซองด์ เดอ ฌูเนียค จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) บอกว่า หากจะทำการเว้นระยะห่างบนเที่ยวบิน ก็จำเป็นจะต้องทำให้ที่นั่ง 1 ใน 3 บนเที่ยวบินนั้นเป็นที่นั่งว่างเอาไว้ ซึ่งอาจทำให้ทางสายการบินจะต้องปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้นอย่างน้อย 50% เพื่อที่ทางสายการบินจะยังพอมีกำไรอยู่บ้าง นั่นหมายความว่า การเว้นระยะห่าง อาจจะทำให้การเดินทางราคาถูกไม่มีอีกต่อไป

ด้านชูคอร์ ยูซอฟ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาทางการบินแห่งหนึ่งมองว่าความจำเป็นต้องใช้มาตรการเว้นระยะห่างบนเที่ยวบิน ซึ่งเป็นผลจากความห่วงวิตกต่อเหตุการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้จุดหลายประเด็นคำถามขึ้นที่มีต่อรูปแบบธุรกิจของสายการบินราคาประหยัด ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์ด้านราคาและการจุผู้โดยสารให้ได้จำนวนมากเพื่อสร้างผลกำไรว่าจะเดินหน้าธุรกิจต่อไปอย่างไร เมื่อกลยุทธ์ดังกล่าวอาจไม่สามารถสร้างเม็ดเงินให้ได้อีกต่อไป

Advertisement

สวนทางกับมุมมองของเทอเรนซ์ ฟาน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ที่เห็นแย้งว่า สายการบินยังอาจทำตั๋วโดยสารราคาถูกต่อไปได้ในระยะหนึ่งหลังจากวิกฤตสาธารณสุขโลกครั้งนี้คลี่คลายลงแล้ว เพื่อที่จะกระตุ้นให้คนกลับมาเดินทาง แต่ตัวเขาไม่คิดว่าการเว้นระยะห่างหรือมาตรการอื่นๆที่คล้ายคลึงกันจะมีต่อไปในระยะยาว ซึ่งตอนนี้ยังอาจยากที่จะพูดว่านิว นอร์มอล ที่อาจเกิดกับธุรกิจสายการบินจะเป็นไปอย่างไรหลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 แต่เขาเชื่อว่าแต่ละสายการบินจะต้องมุ่งปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้โดยสารกลับมาให้ได้ ไม่แน่ว่าการเว้นระยะห่าง ก็อาจจะนำมาใช้เป็นจุดขายเรียกผู้โดยสารในกลุ่มที่ต้องการความเชื่อมั่นด้านปลอดภัยกลับมา หรืออาจจะมีการให้บริการตรวจสุขภาพก่อนขึ้นบินอย่างที่สายการบินเอมิเรตส์ นำร่องในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับผู้โดยสารทุกคนก่อนขึ้นเครื่องเป็นเจ้าแรกไปเมื่อเร็วๆนี้ก็อาจเป็นได้

ก็ต้องรอดูว่าแต่ละสายการบินจะปรับตัวรับมือกับนิว นอร์มอลที่อาจจะเกิดขึ้นได้กันอย่างไรต่อไป