สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ว่า การส่งออกของจีนขยับเพิ่มสูงขึ้นนอกเหนือความคาดหมายในเดือนเมษายน คลายแรงกดดันต่อภาคการผลิตของประเทศลงได้มากท่ามกลางสภาวะกดดันต่อความต้องการสินค้าจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการสินค้าลดลงและระบบห่วงโซ่การผลิตชะงัก
ทั้งนี้ ตัวเลขศุลกากรของจีนในเดือนเมษายน ปรับเพิ่มขึ้น 3.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำสถิติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วที่การส่งออกเป็นบวก ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ชี้ไว้ก่อนหน้านี้ว่า น่าจะยังคงติดลบ 15.7 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเทียบกับตัวเลขการส่งออกเมื่อเดือนมีนาคมที่ติดลบ 6.6 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขการนำเข้าสินค้าของจีนในเดือนเมษายนหดตัวลง 14.2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเมษายนปีที่แล้ว เป็นการลดลงมากที่สุดของการนำเข้าของจีนนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2016 เป็นต้นมา แต่ก็ยังต่ำกว่าการคาดการณ์ส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าจะลดลง 11.2 เปอร์เซ็นต์
สภาพดังกล่าวส่งผลให้ภาวะเกินดุลการค้าของจีนอยู่ที่ 45,340 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 6,350 ล้านดอลลาร์อยู่มาก และสูงกว่าภาวะได้เปรียบดุลการค้าในเดือนมีนาคมที่ 19,930 ล้านดอลลาร์อยู่มากเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนรวมทั้งจากแผนกวิจัยของบริษัทโนมูระ เตือนว่า ยังคงมั่นใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนไม่ใช่เป็นการฟื้นตัวแบบเฉียบพลัน โดยย้ำว่า ภาพรวมในไตรมาสที่สอง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะยังคงต่ำมากอยู่ที่ -30 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจาก -13.3 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ยังคงอยู่ในแดนลบ ที่ -0.5 เปอร์เซ็นต์

