ในขณะที่บรรดานักการเมืองอังกฤษใช้เวลาในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นับจากการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิทแห่ลาออกจากตำแหน่ง กล่าวโทษกันไปมาและทรยศหักหลัง เหล่าข้าราชการได้เริ่มต้นการเตรียมงานอยู่เบื้องหลังเพื่อทำให้เบร็กซิทมีผลในทางปฏิบัติแล้ว
การยกเลิกกฎหมายและข้อบังคับของอียูที่ใช้มายาวนานถึง 43 ปี และการสร้างพันธมิตรใหม่นอกกลุ่มอียู นับเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ของ “ไวท์ฮอลล์” หรือชื่อเรียกอันเป็นที่รู้จักกันของข้าราชการของรัฐบาลกลางอังกฤษ
นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ให้สัญญาว่าจะนำผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมาไปดำเนินการ แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นอย่างไรนั้นยังคงไม่ชัดเจน
ในการหารือกับอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และฟรองซัวส์ โอลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมย์บอกว่าจะไม่เริ่มต้นกระบวนการอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้รัฐบาลของเธอมีเวลาสำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์
ซึ่งเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับข้าราชการที่เป็นผู้ปฏิบัติงานว่าจะร่างทางเลือกในเรื่องการถอนตัวออกจากอียูอย่างไรบ้าง ทั้งความสัมพันธ์ในอนาคตกับพันธมิตรในยุโรปและข้อตกลงการค้าใหม่
ประเด็นสำคัญมีตั้งแต่สถานะของพลเมืองอียูในอังกฤษ และชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในยุโรป ไปจนถึงว่า อังกฤษจะยังสามารถเข้าถึงตลาดร่วมของอียูตามที่ต้องการได้หรือไม่
นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญของอียูที่อังกฤษเข้าร่วมอยู่ ทั้งเงินอุดหนุนการเกษตรและงบประมาณด้านการทดลองวิจัยทางวิทยาศาสตร์
รัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ โดยตรงมี บอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศ เดวิด เดวิส รัฐมนตรีเพื่อการออกจากอียู และเลียม ฟ็อกซ์ รัฐมนตรีการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทั้ง 3 คนรณรงค์เคลื่อนไหวให้กับฝั่ง “ลีฟ” หรือเบร็กซิทในช่วงที่มีการลงประชามติ
อย่างไรก็ตาม การที่เบร็กซิทส่งผลกระทบต่อแทบจะทุกภาคส่วน ทำให้เมย์ต้องย้ำกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมดว่า ทุกคนมีหน้าที่ “ทำให้เบร็กซิทบรรลุผล”
เรื่องคนทำงานก็ยังเป็นปัญหาอีกด้วย
แผนการออกจากอียูที่ตั้งขึ้นใหม่ในสำนักงานคณะรัฐมนตรีที่บ้านเลขที่ 9 ถนนดาวน์นิ่ง มีเจ้าหน้าที่แค่ 40 คนเท่านั้น โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 200 คนภายในปีนี้ด้วยการย้ายคนมาจากกระทรวงต่างประเทศ และคณะทำงานของอังกฤษในอียูที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม
นอกจากนี้ อังกฤษยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาการค้า โดยนับตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมา อังกฤษพึ่งพาอียูในเรื่องนี้มาโดยตลอด ทำให้มีเจ้าหน้าที่เพียง 12 จาก 20 คนเท่านั้นในปัจจุบันที่เคยมีประสบการณ์ทางด้านนี้
แต่หลังจากนี้คาดว่าอังกฤษต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาการค้ามากถึง 300 คนภายในสิ้นปีนี้ และต้องการบุคลากรในการดำเนินการเรื่องเบร็กซิททั้งหมดมากถึง 10,000 คน ซึ่งทางออกคือการหันไปพึ่งพาบริษัทที่ปรึกษาของเอกชน
ที่แน่นอนว่า สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายที่สูงระดับหลายพันล้านปอนด์

