หน้าแรก ต่างประเทศ ไอดีอีเอ ชี้ก...

ไอดีอีเอ ชี้กว่า 80 ชาติ บ่อนทำลายประชาธิปไตย โดยใช้โควิด-19 เป็นข้ออ้าง

25.06.20 | 20:30 น.

ไอดีอีเอ ชี้กว่า 80 ชาติ บ่อนทำลายประชาธิปไตย โดยใช้โควิด-19 เป็นข้ออ้าง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน บรรดานักการเมือง, ผู้นำภาคประชาสังคม, ผู้ได้รับรางวัลโนเบล และกลุ่มรณรงค์สิทธิ์ด้านต่างๆ มากกว่า 500 ราย ร่วมกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกซึ่งริเริ่มโดย สถาบันเพื่อประชาธิปไตยและเกื้อหนุนการเลือกตั้ง (ไอดีอีเอหรือไอเดีย) ที่ตั้งอยู่ในกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เรียกร้องให้พลเมืองทุกชาติร่วมมือร่วมใจกันทุ่มเทต่อต้านการคุกคามบ่อนทำลายประชาธิปไตยโดยอาศัยการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นข้ออ้าง

ผู้ที่ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีทั้งนักการเมืองในอดีตและปัจจุบัน อย่าง นางแมเดลีน อัลไบรท์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ, นายแฟร์นันโด เฮนริเก คาร์โดโซ อดีตประธานาธิบดีบราซิล, นายเจฟ บุช อดีตผู้ว่าการรัฐฟลอริดา, นักแสดงระดับโลก ริชาร์ด เกียร์, ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งรวมทั้ง ชิริน เอบาดี, เลค วาเวนซา และ โฮเซ รามอส-ฮอร์ตา, เป็นอาทิ

จดหมายดังกล่าวอ้างข้อมูลจาก ศูนย์กฎหมายไม่แสวงกำไรระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มากกว่า 80 ชาติทั่วโลก อาศัยการแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังบังคับใช้มาตรการฉุกเฉิน ตั้งแต่การประกาศเคอร์ฟิว การลงโทษปรับหนักต่อผู้ละเมิดกฏเกณฑ์เพื่อการติดตามตรวจสอบสูงเป็นพิเศษ, มาตรการเซนเซอร์และเพิ่มพูนอำนาจของฝ่ายบริหาร

“ไม่น่าประหลาดใจที่ระบอบอำนาจนิยมกำลังใช้วิกฤตครั้งนี้เพื่อปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์และกระชับอำนาจทางการเมืองของตน” จดหมายดังกล่าวระบุ พร้อมกับเสริมว่า แม้แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบางประเทศก็ยังใช้การประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิมนุษยชน เพิ่มการติดตามสอบสวนพลเมืองโดยปราศจากการตรวจสอบตามกฎหมายหรือการกำกับดูแลของรัฐสภา

นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่า โควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเลื่อนการเลือกตั้งใน 66 ประเทศทั่วโลก โดย 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศ นอกจากนั้นอีกเกือบ 50 ประเทศใช้อำนาจนี้ไปเพื่อจำกัดเสรีภาพสื่อในบางรูปแบบ โดย 21 ประเทศในจำนวนนั้นเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

Advertisement

นายเควิน คาซัส-ซาโมรา เลขาธิการของไอดีอีเอระบุว่า ดังนั้นการแพร่ระบาดระดับวิกฤตครั้งนี้จึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบทางการเมืองสูงมากเช่นเดียวกับที่ส่งผลสะเทือนทางเศรษฐกิจและสังคม โดยส่อสัญญาณให้ชวนวิตกในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่นกรณีของฮังการี ที่สภามีมติเป็นเอกฉันท์ให้อำนาจรัฐบาลในภาวะฉุกเฉินแบบไม่มีการจำกัดเวลา หรือในกรณีประธานาธิบดี โรดริโก ดูแตร์เต ของประเทศฟิลิปปินส์ ที่ขยายการประกาศภาวะฉุกเฉินออกไปหรือเอลซัลวาดอร์ ที่ใช้วิธีจัดตั้งศูนย์ควบคุมตัว ในการรับมือกับการแพร่ระบาด

นายคาซัส-ซาโมรา ชี้ว่า อำนาจจากการประกาศภาวะฉุกเฉินนั้น เป็นเครื่องมือหรืออาวุธของรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้รับมือกับสภาวะการณ์รุนแรงเป็นกรณีพิเศษก็จริงแต่อำนาจพิเศษที่ได้มานั้นก็ต้องเป็นเหตุเป็นผลและมีสัดส่วนเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ไม่ใช่นำมาใช้เกินกว่าเหตุเพื่อล่วงละเมิดเช่นนี้

“ประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคาม และทุกคนที่ใส่ใจต้องรวมใจ มุ่งมั่นและสมานฉันท์เพื่อปกป้องประชาธิปไตยเอาไว้ เดิมพันในเรื่องนี้คือเสรีภาพ, สุขภาพและเกียรติภูมิแห่งการเป็นประชาชนในทุกๆ ที่” จดหมายเปิดผนึกระบุ