สอท.ในญี่ปุ่นดูแลคนไทยเจอโควิด Travel Bubble อยู่ระหว่างหารือ

นับตั้งแต่พบไวรัสปริศนาในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ของจีนเป็นครั้งแรกจนมาถึงวันนี้ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ได้ระบาดไปทั่วโลกมานานกว่า 6 เดือนแล้ว เป็น 6 เดือนที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางในทุกมิติ โดยตลอดระยะเวลา 6 เดือนนั้น สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกได้ทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงทำต่อไปไม่หยุดหย่อน จนกว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายลงไปในที่สุด

สัปดาห์นี้เราไปดูการทำงานของสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่แม้ตัวเลขคนไทยอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นจะดูเหมือนไม่สูงนักคือประมาณ 53,000 คน ประกอบด้วยคนที่แต่งงานและมีครอบครัวในญี่ปุ่นประมาณ 22,000 คน แรงงาน 15,700 คน ส่วนที่เหลือเป็นนักเรียนนักศึกษารวมถึงกลุ่มคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นเป้าหมายด้านการท่องเที่ยวลำดับต้นๆ ของคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่เดินทางไปเยือนญี่ปุ่นปีละมากกว่า 1 ล้านคน การดูแลคนไทยในญี่ปุ่นจึงมีความสำคัญยิ่ง

ครั้งแรกที่เราได้ยินข่าวคนไทยในญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก็มาจากแหล่งที่เราแทบจะไม่คิดกัน นั่นคือเรือสำราญไดมอนด์ ปรินซ์เซส ที่ถูกสั่งให้ลอยลำอยู่ที่เมืองโยโกฮามา ภายใต้มาตรการกักบริเวณคนบนเรือเพื่อตรวจสอบหาผู้ป่วยโควิด-19 สถานทูตเริ่มภารกิจให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเริ่มจากการติดต่อประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกเรือและผู้โดยสารคนไทยจำนวน 25 คนบนเรือสำราญไดมอนด์ ปรินซ์เซส กระทั่งผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด ทั้งที่ไม่ติดเชื้อและที่ติดเชื้อ และต้องเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลในญี่ปุ่น สามารถเดินทางกลับไทยได้เป็นที่เรียบร้อย

ขณะที่ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ติดค้างอยู่ที่สนามบิน เริ่มขึ้นตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้นโยบายควบคุมการเดินทางเข้าประเทศไทยจากต่างประเทศเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน สถานทูตได้เริ่มภารกิจแรกช่วยเหลือคนไทย 15 คนที่เดินทางมาจากสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ที่ประสบปัญหาติดค้างอยู่ในเขตผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (transit area) ของสนามบินฮาเนดะในขณะนั้น เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของการเริ่มใช้มาตรการดังกล่าว

นายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ขออนุญาตทางการญี่ปุ่นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อนำทีมเจ้าหน้าที่สถานทูตไปพบปะ ให้กำลังใจ และช่วยเหลือคนไทยกลุ่มนี้ด้วยการนำสิ่งของที่สามารถใช้ได้ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่อง อาทิ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือแอลกอฮอล์ แว่นตากันลม ทิชชู่เปียก วิตามินซี และสเปรย์ฆ่าเชื้อโรค ไปมอบให้ รวมทั้งได้ประสานขอผ้าห่มจากสายการบินเพื่อให้คนไทยใช้ระหว่างพักรอ และสามารถใช้ห้องอาบน้ำในบริเวณเขตผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องด้วย

หลังจากที่กรมการบินพลเรือน(กพท.) ประกาศขยายระยะห้ามทำการบินต่อไปอีก สถานทูตได้ประสานงานกลับมายังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขออนุมัติจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(ศบค.) จัดเที่ยวบินรับ-ส่งบุคคลกลับภูมิลำเนา (repatriation flight) เพื่อให้กลุ่มคนไทยเหล่านี้เดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 เมษายน รวมช่วงติดค้างในสนามบินฮาเนดะทั้งหมด 3 วัน โดยเดินทางพร้อมกับคนไทยในญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องเดินทางกลับไทยโดยเร่งด่วนอีกจำนวนหนึ่ง

ขณะที่การส่งคนไทยกลับประเทศไทยโดยเที่ยวบินพิเศษนับตั้งแต่ กพท.ประกาศห้ามอากาศยานทำ
การบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยได้ขยายระยะเวลาห้ามในเวลาต่อมาอีกหลายครั้งสถานทูต
ได้จัดเที่ยวบินพิเศษส่งคนไทยในญี่ปุ่นกลับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน-
30 มิถุนายน รวม 21 เที่ยวบน ซึ่งมีคนไทยที่เดินทางกลับไทยแล้วรวม 1,574 คน โดยเที่ยวล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน มีคนไทยเดินทางกลับอีก 199 คน

ในจำนวนคนไทยที่เดินทางกลับไปทั้งหมดนี้ ประกอบด้วยผู้ที่มาฝึกงาน แรงงาน และคนทำงาน 40% นักท่องเที่ยว 20% นักเรียนและนักศึกษาที่เรียนจบ 20% คนไทยที่พำนักในญี่ปุ่น 15% และคนไทยที่พำนักในญี่ปุ่นเกินกำหนด (overstay) 5% ปัจจุบันมีคนไทยที่ยังรอเดินทางกลับบ้านในญี่ปุ่นอีกราว 400 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกงานจบ และนักเรียนนักศึกษาที่เรียนจบหรือครบเทอมการศึกษาแล้ว

นอกจากนี้สถานทูตยังได้ช่วยประสานงานเพื่อนำคนไทยจากต่างประเทศกลับประเทศไทยผ่านญี่ปุ่น โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสายการบินในญี่ปุ่นกับสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในภูมิภาคอเมริกา เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยที่เดินทางกลับจากแคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐ ซึ่งต้องแวะพักเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นก่อนเดินทางกลับไทย นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา มีการส่งคนไทยกลับในกรณีเช่นนี้ทั้งสิ้น 503 คน โดย 7 เที่ยวบิน

หนึ่งภารกิจหลักของสถานทูตคือการให้การดูแลคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในญี่ปุ่น โดยมีการการแจกจ่ายสิ่งของที่จำเป็น อาทิ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หน้ากากอนามัย อาหาร และสิ่งของจำเป็นต่างๆ ให้แก่ชุมชนคนไทยในญี่ปุ่นที่ได้รับความเดือดร้อน ผ่านทางวัดไทยในญี่ปุ่นและเครือข่ายคนไทยในจังหวัดต่างๆ และยังได้จัดเตรียมข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ยา และอุปกรณ์สำหรับการป้องกันเชื้อไวรัส ถวายที่วัดปากน้ำ จังหวัดชิบะ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์และคนไทยตกทุกข์ได้ยากที่ตกค้างในญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 เดือน และพักอาศัยอยู่ที่วัด จำนวน 18 คน สถานทูตยังได้ร่วมมือกับสมาคมกลุ่มคนไทยในไซตามะ เพื่อจัดทำหน้ากากผ้าแจกจ่ายให้แก่ชุมชนคนไทยในญี่ปุ่นด้วย

ไม่เพียเท่านั้น สถานทูตยังได้ตั้ง “ตู้ปันสุข” ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อแจกจ่ายสิ่งของที่จำเป็นแก่คนไทยในญี่ปุ่นที่มาใช้บริการที่สถานทูต และชาวญี่ปุ่นในละแวกสถานทูต เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ยากและเป็นการให้กำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน เช่น อาหารแห้ง เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และหน้ากากอนามัย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจนต้องมีการเติมของทุก 2 วัน สิ่งของที่ได้รับความนิยมคือเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค หน้ากากอนามัย และเครื่องแกงไทย

อีกหนึ่งในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของคนไทยจำนวนมากในขณะนี้คือการหารือกับฝ่ายญี่ปุ่นในประเด็นการจัดทำ Travel Bubble ซึ่งขณะนี้ไทยและญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่อง Travel Bubble เพื่ออนุญาตให้นักธุรกิจ และพนักงานไทย-ญี่ปุ่น ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถเดินทางระหว่างไทย-ญี่ปุ่นได้ โดยไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศนำร่องที่ญี่ปุ่นประสงค์จะอนุญาตให้นักธุรกิจและผู้ฝึกงานไทย เดินทางเข้าญี่ปุ่นได้ นอกเหนือจากเวียดนาม ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น

ขณะนี้ฝ่ายไทยกำลังพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงการป้องกันการแพร่ระบาดและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นของไทย หากมีการเปิด Travel Bubble ระหว่างกันจะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งสองฝ่าย เพื่อผลักดันให้การดำเนินธุรกิจระหว่างกันสามารถเดินหน้าต่อไปได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หยุดยาวแบบนี้! เข้าวัดสร้างบุญ กับ 5 กิจกรรม ‘ไล่ยุงวิถีพุทธ’ ป้องกันไข้เลือดออก
บทความถัดไปแอลพีจีเอ ประกาศยกเลิกศึกสะวิง ซีพี วีเมนส์ โอเพ่น ปีนี้ หวั่นโควิดระบาดอีก