ยังเฮไม่ออก “ยูเอ็น” เผยลักลอบค้างาช้างในตลาดโลกลด สวนทาง “ตัวนิ่ม” บูม!

แฟ้มภาพเอเอฟพี

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม สำนักข่าวรอยเตอร์อ้าง “รายงานอาชญากรรมสัตว์ป่าโลกปี 2020” ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นโอดีซี) เผยแพร่ในวันเดียวกันนี้ระบุว่า ในท่ามกลางข่าวดีที่การลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายในตลาดโลกได้ลดลงไป แต่ก็มีข่าวร้ายที่โลกต้องเห็นการลักลอบค้าตัวนิ่มผิดกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น

รายงานฉบับนี้ของยูเอ็นโอดีซีที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาชี้ว่า มาตรการห้ามค้างาช้างโดยเฉพาะในประเทศจีนในปี 2017 อาจเป็นตัวแปรหนึ่งที่ช่วยทำให้การลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายในโลกลดลงจากที่มีการลักลอบซื้อขายงาช้างกันมากสุดช่วงปี 2011-2013 ทว่าการลักลอบค้าตัวนิ่มที่ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนจีนกลับสูงขึ้นมาก

“เราเห็นการลดลงในบางตลาดโดยเฉพาะตลาดงาช้างและนอแรด แต่กลับมีเพิ่มขึ้นในตลาดอื่นทั้งตัวนิ่ม ปลาไหลยุโรป ชิ้นส่วนเสือและไม้พะยูง” แองเจลา มี หัวหน้าฝ่ายวิจัยของยูเอ็นโอดีซีบอกกับรอยเตอร์

สาเหตุของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายนี้ยูเอ็นโอดีซีชี้ว่าอาจมีหลายตัวแปรรวมกัน โดยการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายที่ลดลงไปนั้นอาจมาจากทัศนคติที่เปลี่ยนไปของคนจีนและคำสั่งแบนที่หลายชาติบังคับใช้ ซึ่งทำให้การล่างาช้างลดลงรวมถึงราคารางาช้างเองด้วย โดยราคางาช้างที่มีการลักลอบขายอย่างผิดกฎหมายในประเทศจีนได้ลดลงไปมากกว่าครึ่งในช่วงปี 2014-2018 ขณะที่ยูเอ็นโอดีซีประมาณการว่ารายได้จากการลักลอบค้างาช้างระหว่างปี 2016-2018 มีมูลค่าตกอยู่ที่ปีละ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12,400 ล้านบาท)

ยูเอ็นโอดีซีระบุอีกว่าเกล็ดตัวนิ่มที่มีการจับยึดได้ส่วนใหญ่มาจากประเทศในแถบแอฟริกาซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าในช่วงปี 2014-2018 จากที่มีการลักลอบค้าเนื้อตัวนิ่มก่อนหน้านั้นซึ่งมักจับยึดได้ในเอเชีย โดยเกล็ดตัวนิ่มที่มีการจับยึดได้มีน้ำหนักมากถึง 185 ตันซึ่งต้องมีการฆ่าตัวนิ่มถึงราว 370,000 ตัว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon