โลกทำสถิตินักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมถูกฆ่ามากสุดในรอบ 1 ปี
โกลบอล วิทเนสส์ กลุ่มเฝ้าระวังทางสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเผยแพร่รายงานประจำปีเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคมนี้ว่า เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา มีนักต่อสู้และรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ถูกสังหารเสียชีวิตมากถึง 212 ราย ถือเป็นจำนวนนักเคลื่อนไหวถูกฆ่าสูงสุดในช่วง 1 ปีนับตั้งแต่โกลบอล วิทเนสส์ เริ่มเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการฆาตกรรมนี้มาในปี 2012 เป็นต้นมา โดยเชื่อว่าจำนวนเสียชีวิตจริงสูงกว่านี้มาก โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา เนื่องจากไม่มีการรายงานการฆาตกรรมหรือถูกระบุเหตุจูงใจผิดๆว่ามาจากเรื่องอื่น
ประเทศที่เกิดฆาตกรรมนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคือ โคลอมเบีย มีนักเคลื่อนไหวเสียชีวิตถึง 64 ราย ต่อด้วย ฟิลิปปินส์ 43 ราย ทั้งสองประเทศรวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนนักเคลื่อนไหวที่ถูกสังหารทั่วโลก ประเทศที่มีนักต่อสู้เพื่อธรรมชาติที่ดีกว่ามากเป็นลำดับถัดมาคือ บราซิล, เม็กซิโก, ฮอนดูรัสและกัวเตมาลา ทั้งนี้เหยื่อราว 40 เปอร์เซ็นต์เป็นชนพื้นเมือง เนื่องจากชุมชนพื้นเมืองทั้งในอเมริกาใต้, เอเชีย และ แอฟริกา ออกมาปกป้องผืนป่าที่เป็นมรดกตกทอดของพวกตนไม่ให้ถูกทำลาย และกว่า 2 ใน 3 เกิดขึ้นในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยทุกๆ 10 คนจะมีนักเคลื่อนไหวสตรีเสียชีวิต 1 คน การสังหารเหล่านี้บางครั้งเกิดขึ้นด้วยการยุยงเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือรัฐบาล
ข้อมูลของโกลบอล วิทเนสส์ ระบุว่า มีเหตุฆาตกรรม 141 คดีจากจำนวนทั้งหมด ที่สามารถระบุได้ว่าเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่สูงสุดคือเหยื่อกว่า 1 ใน 3 จากทั้งหมดเกี่ยวข้องอยู่กับการรณรงค์ต่อต้านกิจการเหมืองแร่ ซึ่งมีบางส่วนเป็นเหมืองที่ถูกกฎหมายแต่ส่วนใหญ่แล้วผิดกฎหมาย อีก 34 คนถูกสังหารจากการรณรงค์ต่อต้านกิจการของอุตสาหกรรมการเกษตร โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟิลิปปินส์ อาทิ เหตุการสังหารชาวไร่อ้อย 14 รายที่เกาะเนกรอสระหว่างปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของเจ้าหน้าที่เมื่อเดือนมีนาคม ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการสังหารคนอื่นๆ อีก 9 คนไปก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือนภายใต้สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน นอกจากนั้น มี 2 รายที่เป็นนักต่อต้านอุตสากรรมปาล์มน้ำมันในอินโดยนีเซียที่ถูกแทงเสียชีวิตใกล้กับไร่ปาล์มทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว
นอกเหนือจากนั้นยังมีการสังหารผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้านกิจการในอุตสาหกรรมป่าไม้ 24 ราย, อีก 14 รายเสียชีวิตจากการต่อต้านการทำลายป่าแล้วปลูกพืชผิดกฎหมายทดแทน, 11 รายรณรงค์เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน, และ 6 รายเสียชีวิตจากการต่อต้านการบริหารจัดการน้ำหรือการก่อสร้างเขื่อน
รายงานชิ้นนี้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า นอกเหนือจากการใช้การฆาตกรรมเป็นเครื่องมือแล้ว บรรดาผู้ละเมิดกฎหมายยังใช้การข่มขู่และก่อกวนให้ตื่นกลัวเป็นกลยุทธ์อีกด้วย นักเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เป็นสตรีจะตกเป็นเหยื่อการข่มขู่ ใส่ร้ายป้ายสี หรือแม้แต่การล่วงละเมิดทางเพศมากเป็นพิเศษและส่วนใหญ่มักไม่มีเกิดรายเป็นคดีอีกด้วย

