นายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวร่วมกับนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เรื่อง “โควิด 19 กับมาตรการการดูแลคนไทยในต่างประเทศ” ณ ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี โดยกล่าวถึงความคืบหน้าการดูแลคนไทยในต่างประเทศ รวมทั้งความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงสาธารณสุขในการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแก่คนไทยในต่างประเทศ
นายเชิดเกียรติกล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคนไทยเดินทางกลับประเทศแล้วทั้งสิ้น 69,764 คน จาก 97 ประเทศและพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นมา แบ่งเป็นทางอากาศ 45,941 คน (4 เมษายน –12 สิงหาคม 2563) ทางบก 22,854 คน (18 เมษายน –11 สิงหาคม 2563) ทางน้ำ 969 คน (9 พฤษภาคม –12 สิงหาคม 2563) โดยมีผู้ที่ประสงค์เดินทางกลับในเดือนสิงหาคม 2563 จำนวน 14,080 คน ในจำนวนนี้ได้ทยอยเดินทางกลับมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือน
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ได้ติดตามความเป็นอยู่ของคนไทยในต่างประเทศผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอพพลิเคชันไลน์ ระบบการประชุมทางไกล และเฟซบุ๊ก ตลอดจนมอบถุงยังชีพให้แก่คนไทยในพื้นที่ที่ขาดแคลนและมีความต้องการ และได้ประชาสัมพันธ์ช่องทางการรับคำปรึกษาปัญหาทั้งทางสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้กับคนไทยในต่างประเทศโดยความร่วมมือจากกรมการแพทย์ด้วย ซึ่งในระยะที่ผ่านมา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทย ได้ทำงานอย่างทุ่มเทและเสียสละตลอดหลายเดือนในสภาวะเสี่ยงในการให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้ข้อจำกัดของบุคลากรที่มีเพียง 584 คนในต่างประเทศ และ 954 คนในประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจึงได้กำชับให้ทุกสำนักงานดูแลสวัสดิภาพของบุคลากรอย่างดีที่สุดด้วย
นายเชิดเกียรติกล่าวว่า นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ได้ออกหนังสือรับรองให้แก่คนต่างชาติว่าเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ (Certificate of Entry – COE) ประมาณ 5,700 ราย ซึ่งเป็นบุคคลใน 11 กลุ่มที่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ตามเอกสารแนบท้ายคำสั่งของ ศบค. ที่ 8/2563 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเมื่อเดินทางถึงประเทศไทยแล้วจะต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขภายในประเทศอย่างเคร่งครัด และรับการกักกันเชื้อโรคจนครบ 14 วัน ในสถานที่รูปแบบ Alternative State Quarantine (ASQ) หรือ สถานที่กักกันเชื้อโรคในรูปแบบเฉพาะองค์กร (Organizational – OQ) ซึ่งเป็นสถานที่ใช้รองรับผู้เดินทางเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่มีสัญชาติไทย และไม่มีสัญชาติไทย
นายเชิดเกียรติกล่าวอีกว่า สำหรับสถานที่กักกันเชื้อโรคในรูปแบบเฉพาะองค์กร หรือ OQ เป็นการดำเนินการโดยองค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตามหลักเกณฑ์และแนวทางที่รัฐกำหนด ซึ่งเป็นไปตามแนวปฏิบัติของคำสั่ง ศบค. ที่ 8/2563 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 และแนวทางการดำเนินการ OQ ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 โดยมีขั้นตอนการดำเนินการในหลักการเดียวกับ Alternative State Quarantine ทั้งนี้ การจัดตั้ง OQ จะช่วยลดภาระเชิงงบประมาณและบุคลากรของทางการไทย และเป็นทางเลือกให้แก่ผู้เดินทางเข้าประเทศกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะมีบทบาทในการผลักดันการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ในมาตรการผ่อนคลายระยะต่อ ๆ ไป