คอลัมน์ วิเทศวิถี : อาเซียนสไตล์

31.07.16 | 18:00 น.
AFP PHOTO / HOANG DINH NAM

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (เอเอ็มเอ็ม) ครั้งที่ 49 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องไปถึงต้นสัปดาห์ก่อนถือได้ว่าผ่านพ้นไปด้วยดี ค่าที่ประเด็นอันเป็นผลสืบเนื่องจาก

คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ว่าด้วยเรื่องความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์และจีน ไม่ได้กลายมาเป็นความขัดแย้งใหม่ที่ขยายวงจนส่งผลกระทบกับประชาคมอาเซียนถึงขนาดที่มีการหวั่น

เกรงกัน

ความตึงเครียดอันเนื่องมาจากความคาดหวังและความหวาดหวั่นว่าประเด็นคำตัดสินของพีซีเอจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่จะครอบงำเอเอ็มเอ็มและการประชุมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดลอยฟุ้งอยู่ในอากาศตั้งแต่ยังไม่เริ่มประชุม ถึงขนาดที่ว่าสื่อจีนบางสำนักรายงานข่าวว่าสื่อญี่ปุ่นนับร้อยพากันมาทำข่าวการประชุมเอเอ็มเอ็มทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตนเอง ทั้งที่จะว่าไปใครที่เคยไปทำข่าวอาเซียนมานานจะทราบดีว่าอันที่จริงสื่อญี่ปุ่นนั้นสนใจการประชุมอาเซียนมาช้านานแล้ว และระดับความสนใจของสื่อญี่ปุ่นพูดได้ว่ามีมากกว่าสื่อไทยหรือสื่อในชาติสมาชิกอาเซียนเสียด้วยซ้ำ

แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันที่ความสนใจหลักจากสื่อแทบจะทุกสำนักล้วนพุ่งเป้าไปที่ประเด็นทะเลจีนใต้และผลกระทบอันสืบเนื่องมาจากคำตัดสินของพีซีเอมากกว่าสาระที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้หารือกันเองรวมถึงหารือกับประเทศคู่เจรจาในกรอบอื่นๆ และในเวทีอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงประเด็นที่เป็นพัฒนาการของการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนหลังจากที่ได้เข้าสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมมาราวครึ่งปีแล้ว

Advertisement

ส่วนหนึ่งก็คงต้องยอมรับว่าเป็นเพราะจีนเองก็ตระหนักดีถึงแรงกดดันที่รออยู่ในการประชุมครั้งนี้ เพราะทันทีที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางมาถึงกรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ก็ได้เดินหน้าหารือทวิภาคีกับประเทศสมาชิกอาเซียนแทบจะทุกประเทศเพื่อยืนยันถึงท่าทีที่พร้อมจะกลับสู่โต๊ะเจรจา และยังรวมไปถึงมาตรการต่างๆ ที่จีนแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเร่งสรุปการเจรจาเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (ซีโอซี) ที่ยืดเยื้อมานานหลายปีให้ได้ข้อยุติภายในกลางปีหน้า และยังมีมาตรการต่างๆ ที่พ่วงเข้ามาอีกเพื่อแสดงให้เห็นถึงว่าจีนพร้อมที่จะประนีประนอมกับประชาคมอาเซียน เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าหากจะยืนกระต่ายขาเดียวโดยไม่ยอมถอยในเรื่องใดๆ เลย จีนก็คงต้องเผชิญศึกหนักหลายด้าน

แม้ว่าถ้อยแถลงที่ปรากฏในแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมเอเอ็มเอ็มครั้งนี้จะออกมาล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็นคือหลังการประชุมยุติออกไปอีก 1 วัน แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานอาเซียนที่บางครั้งประชุมเลิกแล้วเอกสารจึงออกได้ ก็ต้องถือว่าครั้งนี้ได้ผลสรุปที่ทุกฝ่ายรับได้อย่างรวดเร็วว่องไวพอตัว ยิ่งเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมที่มีแรงกดดันว่าด้วยการหาทางออกที่ไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหน้าในเรื่องทะเลจีนใต้ด้วยแล้ว ก็ต้องถือว่าผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ

แน่นอนว่าสิ่งที่สะท้อนออกมาจากผลสรุปของที่ประชุมอาจไม่ถูกใจหลายฝ่ายที่คอยลุ้นนัก เพราะใครต่อใครก็คาดคิดว่าครานี้คำตัดสินของพีซีเอจะต้องกลายเป็นปมใหญ่สำหรับการประชุม ไม่เพียงแต่เอเอ็มเอ็มแต่ยังรวมไปถึงการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ชนิดที่หากไปดูบทวิเคราะห์ในสื่อตะวันตกหลังที่ประชุมเอเอ็มเอ็มสามารถหาทางรอมชอมจนออกเอกสารต่างๆ ได้ก็จะมาในแนวตำหนิอาเซียนว่าที่สุดแล้วยังเป็นได้เพียงเวทีสำหรับการพูดจาซึ่งหาสาระใดๆ ไม่ได้ หรือไม่ก็ว่าจีนยังคงมีอิทธิพลครอบงำอาเซียนจนไม่กล้าที่จะออกมาชนกับจีนหรือแสดงจุดยืนร่วมกันในเรื่องดังกล่าว เพราะกระทั่งคำใดๆ ที่กล่าวถึงพีซีเอก็ยังไม่กล้าให้ปรากฏในเอกสารที่ออกมาเสียด้วยซ้ำ

ข้อวิจารณ์ที่ออกมาจากสื่อต่างชาติก็เป็นการมองประเด็นที่เกิดขึ้นจากมุมเดียวหรือประเด็นเดียวคือความขัดแย้งอันเนื่องมาจากทะเลจีนใต้เป็นสำคัญ หากจะพูดว่าอาเซียนเกรงใจจีนก็มีส่วนถูกอยู่ แต่ถ้าจะมองให้ลึกไปกว่านั้นก็เพราะมิติของความสัมพันธ์อาเซียน-จีนนั้นมีอะไรมากมายกว่าประเด็นทะเลจีนใต้มากนัก เช่นที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศสในขณะนี้เคยพูดไว้ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งไทยได้ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานระหว่างอาเซียน-จีน

นอกจากนี้ ชาติสมาชิกอาเซียนซึ่งล้วนแต่เป็นสังคมของชาวเอเชียที่มีคนเชื้อสายจีนอยู่ในทุกประเทศ ย่อมมีความเข้าใจในวัฒนธรรม แนวคิด และแนวปฏิบัติในการจัดการกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในมุมมองของชาติตะวันออกได้ดีกว่า และไม่เกินจริงหากจะพูดว่าที่สุดแล้วนี่คือการหาทางออกตามวิถีทางแบบอาเซียนและแบบคนเอเชียนั่นเอง

ทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในคำกล่าวตอนหนึ่งของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่สรุปมุมมองต่อกรณีที่เกิดขึ้นได้อย่างน่าคิดว่า ไทยเชื่อว่าการเอาชนะคะคานไม่ใช่เป้าหมายทางการทูต แต่เป็นการหาทางคลี่คลายปัญหาและกลับไปสู่จุดที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับภูมิภาค ดังนั้นเรามองไปข้างหน้าและหาทางออกร่วมกันเพื่อสร้างสันติสุขและรักษาสันติภาพในภูมิภาค

หากดูจากท่าทีของฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งเป็นสองชาติที่ต่างก็อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ทับซ้อนกับจีนซึ่งต้องถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงก็ยังปรับท่าทีอ่อนลง เพราะจากเดิมที่ได้ยืนยันว่าต้องการให้มีการระบุถึงคำตัดสินของพีซีเอในแถลงการณ์ของเอเอ็มเอ็ม แต่ที่สุดแล้วเมื่อหารือกันหลายรอบจนกระทั่งสุดท้ายก็จบที่การหารือระดับรัฐมนตรีจึงได้ข้อสรุปให้มีการย้ายย่อหน้าที่มีปัญหาออกจากหัวข้อเรื่องทะเลจีนใต้ไปไว้ในตอนต้นของแถลงการณ์เอเอ็มเอ็มเสีย

ข้อความดังกล่าวก็เป็นการย้ำถึงเรื่องการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี การเคารพหลักกฎหมายและกระบวนการทางการทูต โดยหลีกเลี่ยงการคุกคามหรือการใช้กำลัง ขณะที่ในหัวข้อเรื่องทะเลจีนใต้ก็ได้มีการพูดถึงพัฒนาการล่าสุดหลายประการพร้อมกับแสดงความห่วงกังวลในนามของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ทั้งยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (ดีโอซี) ซึ่งก็สอดรับกับเอกสารอีกฉบับที่ออกมาระหว่างการประชุมอาเซียน-จีนเกี่ยวกับความสำคัญของดีโอซีและการยึดถือดีโอซีเป็นหลักในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้ด้วย

ขณะที่ไทยแม้ว่าขณะนี้จะไม่ได้ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานอาเซียน-จีนแล้ว แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจซึ่งเป็นความพยายามที่จะหาทางออกให้กับปัญหาอันเนื่องมาจากคำตัดสินของพีซีเอโดยไทยได้เสนอร่างแถลงการณ์เนื่องในโอกาสครบ 40 ปีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แทค) ซึ่งที่สุดแล้วที่ประชุมได้ให้การรับรองตั้งแต่วันแรกของการประชุม

เนื้อหาของเอกสารดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงแนวปฏิบัติในการธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไม่ให้มีการคุกคามหรือใช้กำลัง สนับสนุนหลักนิติธรรมและการใช้สันติวิธีในการระงับข้อขัดแย้งและข้อพิพาท ที่เป็นหลักการพื้นฐานของแทค ซึ่ง 22 ประเทศที่เป็นภาคีรวมถึงจีนและประเทศมหาอำนาจต่างๆ ที่พยายามเข้ามา ?เล่น? กับประเด็นทะเลจีนใต้ต่างก็ให้การรับรองแนวปฏิบัติดังกล่าวเช่นกัน

แม้จะเป็นการเน้นย้ำหลักการที่จะนำไปสู่คำตอบของปัญหามากมายที่เกิดขึ้นรวมถึงปัญหาในทะเลจีนใต้ได้ แต่ด้วยความที่เรื่องไม่เร้าใจเหมือนการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกัน ประเด็นดังกล่าวจึงแทบจะไม่ได้รับความสนใจจากสื่อตะวันตกแม้แต่น้อย

นอกจากประเด็นทะเลจีนใต้แล้ว อีกหนึ่งในเรื่องที่ถูกจับตามองในการประชุมครั้งนี้คือการเดินทางมาร่วมประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือคนใหม่ นายลี ยอง โฮ ซึ่งก็ได้เดินสายพบปะพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของหลายประเทศเพื่อแนะนำตัวและสะท้อนมุมมองของเกาหลีเหนือว่ากำลังถูกชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐคุกคามจนเป็นเหตุให้ต้องเดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธเพื่อป้องกันตนเอง แต่ใครจะรับฟังคำชี้แจงดังว่าแค่ไหนก็คงตอบแทนไม่ได้เช่นกัน

เป็นเรื่องจริงที่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวในระดับเดียวกับสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากพื้นฐานทางการเมือง การปกครอง สภาพเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนที่มีความแตกต่างหลากหลายและไม่เป็นไปในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่การรวมตัวของอาเซียนก็มีลักษณะเฉพาะตัวและสามารถดำรงคงความร่วมมือที่มีอยู่มากได้ใกล้จะเข้าสู่ครึ่งทศวรรษแล้ว

แต่แน่นอนว่าอาเซียนก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากกับความพยายามที่จะกุมบังเหียนความเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือในภูมิภาคที่อาเซียนพยายามจะตอกย้ำอยู่เสมอ ซึ่งอาเซียนจะต้องพิสูจน์ตนภายใต้หลักการดังว่าเพื่อให้ทุกคนเห็นว่า ประชาคมอาเซียนคือความร่วมมือที่ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ของภูมิภาคมากกว่าประโยชน์แห่งตน

ถึงจะตกอยู่ท่ามกลางแรงกดดัน ความคาดหวัง และความต้องการที่หลากหลาย แต่อาเซียนก็สามารถนำพาตนเองผ่านบททดสอบครั้งนี้ไปได้ แม้จะไม่ใช่ด้วยทางออกชนิดที่สะใจคนดูก็ตามที