บีบีซี รายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง เผยแพร่รายงานผลการวิจัยในวารสารวิชาการ คลินิคัล อินเฟคเชียส ดิซีส เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ระบุว่า พบผู้ป่วยชายรายหนึ่งในวัย 33 ปี ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 อีกครั้ง หลังจากฟื้นตัวจากอาการป่วยรอบแรก 4 เดือนครึ่ง ซึ่งในเวลานั้นอาการหนักถึงขั้นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล นานถึง 14 วัน
ทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่า จากการจำแนกพันธุกรรมของเชื้อที่ติดในครั้งหลัง มาเปรียบเทียบกับในครั้งแรก พบว่า ลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อทั้งสองครั้ง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้กรณีนี้กลายเป็นกรณีแรกของโลกที่มีการพิสูจน์ได้ว่า บุคคลสามารถติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ซ้ำอีกครั้ง
รายงานดังกล่าวระบุว่า ชายผู้นี้ไม่ได้แสดงอาการป่วยใดๆ ออกมา แต่เมื่อเข้ารับการตรวจหาเชื้อจากน้ำลาย ในจุดกลั่นกรองผู้ป่วยที่สนามบินฮ่องกงกลับได้ผลการตรวจเป็นบวกอีกครั้งซึ่งเท่ากับเป็นการติดเชื้อซ้ำเป็นครั้งที่ 2
อย่างไรก็ตาม บีบีซีนิวส์ ระบุว่า ทางองค์การอนามัยโลก เตือนถึงกรณีนี้ว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปโดยอาศัยข้อมูลจากผู้ป่วยเพียงรายเดียวเท่านั้น ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นกันว่า การติดเชื้อซ้ำได้อาจเกิดขึ้นได้ยาก และไม่จำเป็นต้องถือเป็นกรณีร้ายแรง
ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้วร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 มักพัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อแล้วไม่กลับมาติดเชื้อซ้ำอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวส่วนใหญ่จะแข็งแกร่งมากในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก แต่ในทางการแพทย์ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ภูมิคุ้มกันดังกล่าวนี้จะแข็งแกร่งมากแค่ไหนและคงอยู่ในร่างกายนานเพียงใด โดยองค์การอนามัยโลกชี้ว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อหาคำตอบดังกล่าวให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ศาสตราจารย์ เบรนเดน เวรน นักวิชาการด้านจุลชีพก่อโรคติดต่อ ประจำสำนักอนามัยและอายุรเวชเขตร้อนแห่งลอนดอน ชี้ว่า กรณีนี้เป็นตัวอย่างการติดเชื้อซ้ำที่เกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ไม่น่าจะเป็นเหตุของการล้มล้างความพยายามพัฒนาวัคซีนโควิด และยังคงเป็นไปตามความคาดหมายที่ว่า เชื้อไวรัสโควิดสามารถกลายพันธุ์ได้เมื่อเวลาผ่านไป ตามธรรมชาติของเชื้อ
นายแพทย์เจฟฟรีย์ บาร์เรตต์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านวิทยาศาสตร์สำหรับโครงการแผนที่พันธุกรรม (จีโนม) ของสถาบัน เวลคัม แซงเงอร์ ถ้าคำนึงถึงว่าทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อหลายสิบล้านคน เพิ่งพบผู้ติดเชื้อซ้ำเพียงรายเดียวไม่นับว่าน่าประหลาดใจแต่อย่างใด แม้ว่าจะเป็นกรณีที่หายากมากๆ ก็ตาม กรณีนี้อาจเป็นการติดเชื้อเป็นครั้งที่สอง แต่เมื่อเกิดขึ้นมักไม่ก่อให้เกิดอาการหนัก แต่จริงๆ แล้วเรายังไม่รู้ว่าผู้ป่วยรายนี้สามารถแพร่เชื้อในการติดเชื้อครั้งที่สองหรือไม่

