สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) หลายคนเปิดเผยตรงกันเมื่อวันที่ 3 กันยายนนี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่อียูจะใช้มาตรการแซงก์ชันเป็นการตอบโต้ต่อรัสเซียอีกครั้ง อันเนื่องมาจากกรณีการลอบวางยาพิษ เพื่อสังหารนาย อเล็กซี นาวัลนี นักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญ แต่จะยังไม่ดำเนินการแซงก์ชันในทันที เพื่อให้ระยะเวลาที่เหมาะสมให้ทางการรัสเซียสืบสวนสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิดในกรณีนี้มาลงโทษก่อน
ทั้งนี้ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมายืนยันว่า นายนาวัลนี นักการเมืองฝ่ายค้านปากกล้าที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งรัฐบาลและตัวประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน อย่างหนักมาตลอด ถูกวางยาพิษด้วยสารมอมประสาทโนวิชก ซึ่งเคยใช้กันแพร่หลายในยุคสหภาพโซเวียตในอดีต แต่สามารถรอดชีวิตมาได้และกำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลินในเวลานี้ อย่างไรก็ตามทางการมอสโก ยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายนาวัลนี และเรียกร้องต่อโลกตะวันตกว่าอย่าด่วนสรุปในเรื่องนี้
นายปีเตอร์ สแตโน โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารของอียู กล่าวว่า รัสเซียจำเป็นต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ตัวผู้บงการก่ออาชญากรรมครั้งนี้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากนั้น อียู จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อรัสเซียหลังพิจารณาการดำเนินขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าว
“กรณีนี้ไม่ใช่เหตุธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่เรื่องที่ควรยอมรับกันได้ว่า ใครคนใดคนหนึ่งจะตกเป็นเป้าของความพยายามลอบสังหารด้วยสารเคมีซึ่งเป็นสารเคมีพิษที่ใช้กันในแวดวงทหารในกองทัพ และไม่ควรจะมีหมุนเวียนให้ได้ใช้กันอย่างเสรี ไม่ว่าจะในสังคมยุโรปของเราหรือแม้แต่ในสังคมรัสเซียเองก็ตาม” นายสแตโนระบุ แต่ก็ยอมรับว่า จนถึงขณะนี้ยังยากที่จะพูดถึงกันว่าจะลงโทษการกระทำนี้อย่างไร ในเมื่อเรายังไม่รู้ตัวบรรดาคนที่รับผิดชอบในเรื่องนี้แต่อย่างใดในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม นายสแตโน กล่าวว่าสมาชิก อียู ทั้ง 27 ประเทศ ได้เริ่มต้นหารือกันแล้วว่า จะดำเนินการตอบโต้พฤติกรรมอุกอาจครั้งนี้อย่างไร พร้อมกันนั้นก็ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ประวัติของการสืบสวนสอบสวนของรัสเซียในการลอบสังหารฝ่ายค้านที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรัสเซียที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น แอนนา โพลิตคอฟสกายา, เซอร์เก แม็กนิตสกี หรือนายบอริส เนมซอฟ ก็เป็นการสอบสวนสืบสวนแย่ๆ แบบขอไปทีเท่านั้น
“เราจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นมีแนวโน้มสูงมากที่เราจะมุ่งเข็มไปหาการแซงก์ชัน” นักการทูตระดับสูงของอียูผู้หนึ่งเปิดเผยโดยขอไม่ระบุชื่อ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นกระบวนการที่กินเวลาหลายสัปดาห์ทีเดียว
นอกเหนือจากการแซงก์ชั่นแล้ว การขึ้นบัญชีดำตัวบุคคลเพื่อแซงก์ชันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งอาจทำได้รวดเร็วกว่าการแซงก์ชันต่อรัฐบาลหรือต่อทั้งประเทศ
อียู จำเป็นต้องได้รับฉันทามติเป็นเอกฉันท์จากชาติสมาชิกจึงจะสามารถดำเนินมาตรการแซงก์ชันต่อรัสเซียได้ อย่างไรก็ตาม 27 ชาติอียู เคยใช้มาตรการแซงก์ชั่นต่อรัสเซียมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อลงโทษกรณีที่รัสเซียผนวกแหลมไครเมียและเข้าไปจัดตั้งกองกำลังกบฏในประเทศยูเครนเมื่อปี 2557

