สตรีกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “สตรีกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ขึ้นที่ไอคอนสยาม โดยได้เชิญผู้หญิงที่ทำงานในบทบาทที่น่าสนใจมาให้ความเห็นและมุมมองเกี่ยวกับผู้หญิงในมิติต่างๆ ในงานยังมีการจัดนิทรรศการ “Don’t tell me how to dress” เพื่อรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี ซึ่งเป็นโครงการของ คุณสิรินยา เบอร์บริดจ์ บิชอพ ดาราและนางแบบดัง ซึ่งผันตัวมาเป็นผู้นักรณรงค์ด้านสิทธิสตรีและการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรี เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงไทยและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในบริบทของวิกฤตโควิด-19

นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวเปิดเสวนาว่า ทุกประเทศมีเป้าหมายร่วมกันที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: เอสดีจีส์) ภายในปีค.ศ. 2030 ดังนั้นช่วงเวลาจากปีนี้ถึงปี 2573 จึงมีความสำคัญมาก เพราะเป็นทศวรรษที่เราเห็นพ้องกันในสหประชาชาติว่าจะต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อบรรลุเอสดีจีส์ ขณะที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้การบรรลุเอสดีจีส์ ซึ่งมีความท้าทายอยู่แล้ว กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งขึ้น

อธิบดีณัฐวัฒน์กล่าวว่า โดยที่ประมาณร้อยละ 50 ของประชากรโลกคือสตรี ดังนั้นสตรีจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญของการฟื้นฟูโลก สร้างความเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่การที่สตรีทั่วโลกจะสามารถดำเนินการดังกล่าวได้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน สร้างเสริมพลัง เพื่อให้สามารถปลดล็อกศักยภาพของตนเอง การบรรลุเอสดีจีส์เป้าหมายหลักที่ 5 ซึ่งก็คือการบรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้เราบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ของเอสดีจีส์ ไม่ว่าจะเป็นการขจัดความยากจน การขจัดความหิวโหย การส่งเสริมศึกษา การส่งเสริมสุขภาพที่ดี การจ้างงาน หรือการส่งเสริมสังคมที่สงบสุข

กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อย้ำถึงบทบาทและความสำคัญอย่างเท่าเทียมของสตรีในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ในสังคมและการขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางในการปลดล็อกเพื่อให้สตรีสามารถสร้างหรือนำศักยภาพที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังยังสะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนวาระเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศและการเสริมสร้างพลังสตรีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงหวังว่าทุกคนจะได้รับแนวคิดและมุมมองที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปช่วยกันต่อยอดและขยายผล จากพลังความคิดสู่พลังแห่งการปฏิบัติและการร่วมมือกันเพื่อปลดล็อกศักยภาพของสตรี เพราะท้องฟ้าอันกว้างใหญ่นั้น มีสตรีร่วมค้ำยันไว้ครึ่งหนึ่ง

คุณสิรินยากล่าวถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการ “Don’t’ tell me how to dress” ว่า เป็นการตั้งคำถามกลับไปยังสังคม เนื่องจากยังมีคนที่มีทัศนคติว่า การแต่งตัวของผู้หญิงเป็นสาเหตุของปัญหาการคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นมายาคติในสังคมที่ยังมองว่าผู้ชายเป็นใหญ่ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการปลูกฝังค่านิยมเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศและสิทธิมนุษยชนตั้งแต่วัยเด็ก โดยครอบครัวมีส่วนสำคัญมากในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ตนจึงมีแนวคิดที่จะทำหนังสือสำหรับเด็กเรื่อง “ร่างกายของหนู หนูดูแลเองได้” เพื่อเป็นคู่มือการสอนเรื่องเพศศึกษาและความเสมอภาคระหว่างเพศภายในครอบครัว

ขณะที่ น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.และประธานคณะกรรมการนโยบายสตรีของพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงว่า สังคมไทยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาทำงานด้านการเมืองได้เท่าเทียมกับผู้ชาย แต่มีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่สนใจเข้ามาทำงานด้านการเมือง เนื่องจากปัญหาเรื่องทัศนคติ โดยผู้หญิงส่วนใหญ่ยังมองการเมืองในแง่ลบ และผู้หญิงที่จะมาทำงานการเมืองต้องเสียสละมากกว่าผู้ชายเพราะสังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้องดูแลครอบครัวและเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งผู้หญิงต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะรัฐสภาเป็นองค์กรที่ผู้ชายมีบทบาทนำ

ปัจจุบัน มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 77 คนจากทั้งหมด 488 คน คิดเป็นร้อยละ 15.8 มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา 26 คน จากทั้งหมด 250 คน คิดเป็นร้อยละ 10.4 ส่วนคณะรัฐมนตรีมีผู้หญิงทั้งหมด 4 คน แต่ทั้งหมดไม่มีใครได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ สำหรับฝ่ายตุลาการประเทศไทยจะมีประธานศาลฎีกาเป็นผู้หญิงคนแรกในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

แม้จำนวนนักการเมืองหญิงจะมีน้อย และแนวโน้มในการออกกฎหมายเพื่อให้มีการกำหนดโควตาสำหรับผู้หญิงในการเลือกตั้งจะทำได้ยาก แต่ประชาชนทั่วไปไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย สามารถมีบทบาทในการเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองและการบริหารประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประชาชน 1 หมื่นคนสามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณา โดยตนรวมถึงคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของรัฐสภาพร้อมจะสนับสนุนการมีส่วนร่วมดังกล่าวอย่างเต็มที่

ด้าน นาวาโทหญิงญาดา เทียมทิพย์ เล่าถึงประสบการณ์การจากการไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติที่เมืองดาร์ฟูร์ ซูดาน และที่แคว้นแคชเมียร์ ชายแดนระหว่างปากีสถานกับอินเดียว่า การมีทหารหญิงในกองทัพและในการปฏิบัติภารกิจการรักษาสันติภาพมีผลดีต่อการปฏิบัติภารกิจ เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ทหารหญิงจึงสามารถเข้าถึงบุคคลเหล่านั้นได้ดีกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในสังคมมุสลิมที่ผู้หญิงไม่สามารถพูดคุยกับผู้ชายได้โดยตรง นอกจากนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของทหารหญิงยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กหญิงและเยาวชนในพื้นที่ว่าตนเองก็สามารถมีบทบาทในการรักษาสันติภาพได้ในอนาคต อันสะท้อนให้เห็นว่าแม้ทหารหญิงจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ทหารหญิงสามารถใช้จุดแข็งของตนเองเติมเต็มการปฏิบัติภารกิจให้สมบูรณ์และเป็นทีมงานที่ดีได้

ส่วน นางวิศัลย์สิริ ตันตระกูล ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า อาสาสมัครสาธารณสุขมีบทบาทในการดูแลประชาชนมายาวนาน ไม่เฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยหน้าที่สำคัญของอาสาสมัครสาธารณสุข คือ การกระจายองค์ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพตามที่ได้รับจากภาครัฐไปสู่ประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ภาครัฐให้บริการได้ไม่ทั่วถึง ตลอดจนการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อป้องกันและรักษาโรค เช่น การสอนให้คนในชุมชนทำหน้ากากผ้าและเจลล้างมือเพื่อป้องกันโควิด-19 ในระยะที่อุปกรณ์ดังกล่าวยังขาดแคลนอยู่ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประมาณ 1,050,000 คน ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้หญิง และเป็นกำลังสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข และขอเชิญชวนให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มาสมัครเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขเพื่อทำประโยชน์ต่อสังคม

น.ส.อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงอยู่ในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับ SMEs และ Startup ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเพิ่ม GDP ของไทยยังมีผู้ประกอบการหญิงจำนวนน้อย จากสถิติพบว่าธุรกิจ Startup ที่มีการระดมทุนจาก Venture Capital (VC) 100 บริษัท มีเพียง 30 บริษัทที่มีผู้ร่วมก่อตั้งหรือ CEO เป็นผู้หญิง ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากทัศนคติของผู้หญิงเองที่ไม่กล้ารับความเสี่ยงและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กร กอปรกับ VC ผู้ชายไม่อยากลงทุนในธุรกิจของผู้หญิง เพราะคิดว่าผู้หญิงมีแนวโน้มจะเลิกทำงานหากแต่งงานหรือมีบุตร

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาระบุว่าการมีผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูง คืออยู่ในลำดับที่ 1-3 ของบริษัท ทำให้ผลประกอบการธุรกิจดีขึ้นกว่าการมีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้ชายอย่างเดียว เนื่องจากผู้หญิงมีทักษะบางอย่างที่สำคัญในทางธุรกิจ เช่น การสื่อสาร ความเข้าอกเข้าใจลูกค้า และความละเอียดรอบคอบ อันส่งผลให้เกิดความหลากหลายภายในองค์กร

ผู้เข้าร่วมเสวนามีทั้งประชาชนทั่วไป ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ยังมีผู้รับฟังการเสวนาผ่านทาง facebook live อีกกว่า 6,000 คน ในภาพรวมผู้ชมรับฟังการเสวนาทางช่องทางออนไลน์เห็นว่า การแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคระหว่างเพศต้องเริ่มจากการให้การศึกษาที่ถูกต้องแก่เด็กและเยาวชน โดยครอบครัวมีส่วนสำคัญ หลายคนยังเห็นว่าความเสมอภาคระหว่างเพศไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องของชายและหญิง แต่ควรต้องรวมถึงการเคารพสิทธิและเสรีภาพของเพศอื่น และการยอมรับความหลากหลายในสังคมด้วย

แม้ความเสมอภาคระหว่างหญิงชายในสังคมไทยจะถือว่าอยู่ในระดับที่ดีกว่าอีกหลายประเทศ แต่ยังคงมีมายาคติและความคาดหวังอีกหลายอย่างต่อบทบาทของสตรีไทย เชื่อว่าการเสวนาครั้งนี้จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของสตรี เพื่อที่ผู้หญิงไทยจะได้กล้าก้าวข้ามข้อจำกัดในความคิด และกล้าที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘เลสเตอร์’ สอย ‘เบิร์นลีย์’ 4-2 ขึ้นนำจ่าฝูงด้วยประตูได้เสียดีกว่า
บทความถัดไป‘ปิร์โล่’ ประเดิมคุม ‘ม้าลาย’ เก็บชัย 3-0 เปิดหัวกัลโช่ เซเรียอา