สังคมอเมริกันหลัง ‘ทรัมป์’ ยังแยกขั้วแบ่งข้างอีกนาน

5.11.20 | 18:19 น.
กลุ่มผู้สนับสนุนนายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจากพรรคเดโมแครต ขณะเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สนับสนุนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน บริเวณหน้าคูหาเลือกตั้งแห่งหนึ่งในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน (รอยเตอร์)

สังคมอเมริกันหลัง “ทรัมป์” ยังแยกขั้วแบ่งข้างอีกนาน

เกือบ 4 ปี ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “จอมทุบทำลาย” ขนบประเพณีดั้งเดิมทั้งหลายที่เคยมีเคยใช้กันในการเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ สังคมอเมริกันเกิดความแตกแยกขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ทรัมป์ ปลุกอารมณ์เร้าความรู้สึกของทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้านขึ้นได้สูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน

ในกลุ่มผู้สนับสนุน ทรัมป์ได้รับการยกย่องมากมายจากการยกเครื่องนโยบายต่อผู้อพยพ, การแต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีแนวคิดอนุรักษ์คนแล้วคนเล่า และวาทกรรมแข็งกร้าว ที่ทรัมป์ใช้จนเป็นปกติวิสัย ซึ่งแม้จะฟังดู ไร้เหตุผล ก้าวร้าว สำหรับผู้อื่น แต่สำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์ นี่คือคำพูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมวกวน ของผู้นำของตน

ในขณะที่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์และสมาชิกพรรคเดโมแครตมองอดีตนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และพิธีกรเรียลิตี้โชว์รายนี้ว่า เป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา เป็นจอมบิดเบือน มดเท็จที่สามารถโกหกได้ทุกโอกาสทุกเรื่องที่ต้องการ เป็นผู้บริหารที่ผิดพลาด ไร้ความสามารถในการบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนเป็นเหตุให้อเมริกันมากถึง 230,000 คนเสียชีวิต

ชัยชนะในการเลือกตั้งของทรัมป์ เมื่อปี 2016 ทำให้ครอบครัวแตกแยก เพื่อนสนิทมิตรสหายเลิกรา ตัดขาดกันมากมาย เพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันถึงกับมองหน้ากันไม่ติด ลงเอยด้วยการอาศัย เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เพื่อระบายความรู้สึกแบบเต็มๆ ไม่เหนี่ยวรั้งเข้าใส่กันและกัน

Advertisement

นักสังคมวิทยาบางคนระบุว่า ทรัมป์ ถือเป็นประธานาธิบดีที่ก่อให้เกิดการแตกแยกขึ้นในสังคมอเมริกันมากที่สุดยิ่งกว่าประธานาธิบดีคนไหนๆ ในประวัติศาสตร์ มีหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างนี้อย่างชัดแจ้ง

รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ของ พิว รีเสิร์ช เซนเตอร์ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นเพื่อการวิจัยทางสังคมที่เป็นกลางทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้สนับสนุนทั้งของทรัมป์และโจ ไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครต หลงเหลือเพื่อนๆ ที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามอยู่น้อยมากหรือไม่มีเหลือเลยแม้แต่คนเดียว

กัลลัพ โพล สำนักสำรวจความคิดเห็นอีกแห่ง สำรวจไว้เมื่อเดือนมกราคม พบว่า การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปีที่ 3 ของทรัมป์ สร้างสถิติใหม่ในการแยกขั้วคนในสังคมอเมริกันขึ้นสู่ระดับสูงสุดตามแนวทางพรรค เมื่อผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ถึง 89 เปอร์เซ็นต์ยอมรับการทำหน้าที่ของทรัมป์ตลอดปี 2019 แต่มีผู้สนับสนุนเดโมแครตเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของทรัมป์

ความแตกแยกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องทางการเมือง แต่ปริร้าวลงไปจนถึงระดับหน่วยที่เล็กสุดของสังคมอย่างครอบครัว

มีตัวอย่างมากมายที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่น่าเศร้านี้ อาทิ โรแซนนา กัวดานโญ นักจิตวิทยาสังคมวัย 49 ปี ประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปฏิเสธที่จะลงคะแนนเลือกทรัมป์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผลก็คือ ถูกผู้เป็นน้องชายตัดขาด ถึงขนาดที่เมื่อผู้เป็นมารดาป่วยหนักจากอาการสโตรก ก็ไม่บอกให้รับรู้ และเมื่อผู้เป็นแม่เสียชีวิตในอีก 6 เดือนหลังเลือกตั้ง น้องชายก็ไม่ยอมปริปากบอก โรแซนนามารู้เรื่องหลังพิธีศพแม่ผ่านไปแล้ว 3 วัน จากน้องสะใภ้ ผ่านทางอีเมล์

ซาราห์ กูธ อายุ 39 ปี ล่ามภาษาสเปนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ถูกเพื่อนพ้องที่ลงคะแนนเสียงและสนับสนุนทรัมป์ตัดขาดจนหมดเกลี้ยง ที่น่าสลดใจยิ่งขึ้นก็คือ แม้แต่ผู้เป็นพ่อที่โหวตให้ทรัมป์ ก็เลิกพูดจากับเธอนานหลายเดือนหลังเลือกตั้งครั้งนั้น และต้องเลี่ยงพูดเรื่องการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

เกย์ล แม็คคอร์มิค อายุ 77 ปี หย่ากับ วิลเลียม สามีวัย 81 ในทันทีที่เขาลงคะแนนเลือกทรัมป์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลานของเธอสองคนเลิกพูดกับเธอเพราะเธอหนุนคลินตัน ทุกวันนี้เธอต้องโยกย้ายจากบ้านในอลาสกา มาใช้ชีวิตอยู่ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

เจย์ เจ. แวน บาเวล ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยา ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก บอกว่า ความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ถูกยกระดับขึ้นจากการเป็นเรื่องของกลุ่มก้อน ของพรรคพวก กลายเป็นเรื่องของ จริยะ เป็นความดีงาม ความผิดถูกไปแล้ว

เหตุผลก็คือ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้นำที่สร้างความแตกแยกแบ่งขั้วสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่านั้น ยังก่อให้เกิดความแตกแยกดังกล่าวให้ลึกลงไปจนถึงค่านิยมที่เป็นแกนหลักและประเด็นสำคัญในสังคมอีกด้วย

เมื่อการสนับสนุนใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลายเป็นเรื่องผิดถูก เรื่องดีงามหรือไม่ดีงาม แต่ละฝ่ายก็ยากที่จะประนีประนอม ความแตกแยกแบบนี้จางหายไปยากมาก

ไฮเม่ ซาล นักจิตวิทยาบำบัด จากศูนย์พฤติกรรมศาสตร์ โรเชสเตอร์เซนเตอร์ ในเมืองโรเชสเตอร์ฮิลล์ รัฐมิชิแกน เห็นพ้องด้วย และยืนยันว่าความแตกแยกทางสังคมชนิดนี้เยียวยาได้ไม่ง่ายเหมือนกับการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดี

ความสัมพันธ์ส่วนตัวของบุคคลต่อบุคคล จะพุ่งสูงขึ้นได้อีกมาก หากคำนึงถึงสุขภาวะทางการเมืองและพลวัตรทางสังคมที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญอยู่

เธอบอกว่า ปัญหาที่เธอพบบ่อยที่สุดจากคนไข้ ก็คือ การแตกแยกทางการเมืองระหว่างพี่น้อง, ขัดแย้งกับพ่อแม่ หรือเขยและสะใภ้

“ความแตกแยกทำนองนี้ต้องใช้เวลานาน ต้องใช้ความพยายามสูง และต้องยินยอมพร้อมใจกันเยียวยาจากทั้งสองฝ่าย”

แจคเกอลีน แฮมมอนด์ ถูก แคโรล ผู้เป็นแม่ตัดขาดมานานปีแล้ว หลังจากแคโรลบอกให้เธอเลือกเอาว่า จะเคารพในการตัดสินใจทางการเมืองของเธอ หรือจะลงจากรถ

แฮมมอนด์ อุปมาสิ่งที่ทรัมป์กระทำในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาว่า เหมือนกับการก่อให้เกิด “แผ่นดินไหวที่ทำให้ความคิดแตกออกเป็นสองทวีป”

เมื่อโลกแห่งความคิดแตกออกเป็นสองอย่างนั้นได้ ทุกอย่างก็ไม่มีวันกลับเป็นเหมือนเดิมได้อีก

แต่จะติดไปกับตัวจนกว่าชีวิตจะหาไม่!