ไฟเซอร์ประกาศผลสำเร็จทดลองวัคซีนโควิด ปลายปีนี้มี 50 ล้านโดส

รอยเตอร์

ไฟเซอร์ประกาศผลสำเร็จทดลองวัคซีนโควิด ปลายปีนี้มี 50 ล้านโดส

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน บริษัท ไฟเซอร์ อิงค์. ของสหรัฐอเมริกา แถลงถึงความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนของตนร่วมกับบริษัท ไบโอเอ็นเทค เอสอี หุ้นส่วนจากเยอรมนี โดยประสบผลสำเร็จในการทดลองในคนระยะที่สามจากประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อก่อโรคโควิด-19 ได้สูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

รอยเตอร์ระบุว่า ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค ถือเป็นบริษัทเภสัชกรรมบริษัทแรกของโลก ที่สามารถเผยแพร่ผลการทดลองที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มทดลองขนาดใหญ่ โดยทางไฟเซอร์ แถลงด้วยว่า จากการทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 44,000 คน ไม่พบว่ามีปัญหาด้านความปลอดภัยร้ายแรงแต่อย่างใด โดยทางบริษัทเตรียมยื่นคำร้องต่อองค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อขอใช้วัคซีนที่ผลิตขึ้นแบบฉุกเฉินภายในเดือนนี้ โดยนาย อัลเบิร์ต บัวร์ลา ประธานและซีอีโอของบริษัทไฟเซอร์ประกาศว่า วันนี้ถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติ

รายงานข่าวระบุว่า ไฟเซอร์กับไบโอเอ็นเทค มีสัญญามูลค่า 1,950 ล้านดอลลาร์เพื่อส่งมอบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยให้กับสหรัฐอเมริกา 100 ล้านโดส นอกจากนั้นยังมีความตกลงทำนองเดียวกันกับ สหภาพยุโรป, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และญี่ปุ่นอีกด้วย

ทั้งนี้เพื่อประหยัดเวลา ทั้งสองบริษัทได้ดำเนินการผลิตวัคซีนตามสูตรนี้ไปแล้วก่อนหน้าที่จะได้รับผลการทดลองในคนระยะสุดท้าย ซึ่งส่งผลให้ประหยัดเวลาการผลิตไปได้มาก โดยคาดว่าภายในปีนี้ จะสามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ออกมาได้มากถึง 50 ล้านโดส มากเพียงพอต่อการฉีดเพื่อการป้องกันให้กับคนจำนวน 25 ล้านคน และจะเพิ่มการผลิตเป็น 1,300 ล้านโดสในปี 2564

รายงานข่าวระบุว่า ในการแถลงความสำเร็จเบื้องต้นครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทดลองในของกลุ่มตัวอย่าง 44,000 คน ซึ่งพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวม 94 คน อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดว่าในจำนวนที่ติดเชื้อนั้นมีผู้ที่ได้รับวัคซีนกี่คน และได้รับวัคซีนเปล่าหรือ พลาซิโบ กี่คน แต่เมื่อตีความจากความสำเร็จกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ตามที่บริษัทแถลง แสดงว่า ในจำนวนผู้ติดเชื้อ 94 คนนั้นเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเพียง 8 คนเท่านั้นเอง

ทั้งนี้ทางไฟเซอร์เตรียมยื่นคำร้องให้ทางการสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นชอบในการใช้วัคซีนนี้เป็นการฉุกเฉิน สำหรับประชากรกลุ่มอายุ 16-85 ปี โดยจำเป็นต้องยื่นข้อมูลที่แสดงความปลอดภัยของวัคซีนในการทดลองเป็นเวลา 2 เดือน จากข้อมูลอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกลุ่มทดลอง 44,000 คน ซึ่งคาดว่าจะได้รับภายในปลายเดือนนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สถ.จับมือกรมอนามัย ผลิตอาสาบริบาลท้องถิ่น รองรับสังคมสูงวัย ช่วยสร้างงาน-รายได้ในชุมชน
บทความถัดไปผัวมือฉกกางเกงใน-เจาะฝาบ้านส่องลูกเลี้ยง ไม่หนีไปไหน ยื่นคำขาดเมีย จะให้เลิกขอ5หมื่น