บัวแก้วอัพเดทสถานะ
ช่วยคนไทย-ดูแลต่างชาติ
ช่วง ‘โควิด-19’ ระบาด
ใกล้จะสิ้นปี 2563 ซึ่งโลกเผชิญกับความปั่นป่วนวุ่นวายและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 กันทั่วทุกหัวระแหง ตลอดทั้งปีนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สะเทือนโลกขึ้น กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่หลักในการช่วยเหลือดูแลคนไทยในต่างประเทศ ทั้งคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศจากโควิด-19 ไปจนถึงการช่วยประสานงานเพื่อนำคนไทยกลับบ้านมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่เร็วๆ นี้นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้สรุปภาพรวมการดำเนินการของกระทรวงในการให้ความช่วยเหลือคนไทย รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยและชาวต่างชาติในการเดินทางกลับและเข้ามายังประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา
นายธานีระบุว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ดูแลชาวไทยในต่างแดนที่มีอยู่กว่า 1.6 ล้านคนทั่วโลกอย่างเต็มกำลังความสามารถ ผ่านการเยี่ยมเยียน การแจกถุงยังชีพ การพูดคุยผ่านระบบทางไกล การประสานกับหน่วยงานเจ้าบ้านในการดูแลคนไทย รวมทั้งคนไทยที่เจ็บป่วยหรือติดเชื้อ รวมทั้งประสานกับกระทรวงสาธารณสุขในการจัดบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพผ่านระบบออนไลน์
นับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน จนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 กระทรวงการต่างประเทศ ได้ช่วยนำคนไทยกลับประเทศจาก 141 ประเทศและพื้นที่การปกครอง จำนวน 128,103 คน แบ่งเป็นทางบก 28,700 คน ทางอากาศ 97,396 คน และทางน้ำ 2,007 คน และยังคงเดินหน้านำคนไทยกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเพิ่มจำนวนคนไทยที่เดินทางกลับประเทศไทยได้มากขึ้นโดยลำดับ จากจำนวนประมาณ 3,000 คน ในเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งเป็นเดือนแรกที่มีการปิดน่านฟ้า จนถึง 10,000 คนต่อเดือนในปัจจุบัน และล่าสุดจนถึงสิ้นปี 2563 มีคนไทยแสดงความจำนงเดินทางกลับประเทศไทยอีก 6,951 คน ซึ่งเป็นตัวเลขจากสถานะในวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

กระทรวงการต่างประเทศมีความห่วงใยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และทีมประเทศไทยทั่วโลกที่อยู่ด่านหน้าในต่างประเทศ และต้องเผชิญความเสี่ยงจากการติดโควิด-19 ในขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลคนไทย จึงได้กำชับให้ทุกสำนักงานดูแลสวัสดิภาพของบุคลากรอย่างดีที่สุด อย่างไรก็ดีนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีข้าราชการ ลูกจ้างท้องถิ่น รวมถึงครอบครัว ติดเชื้อโควิด-19 แล้วรวม 45 คน จาก 18 สำนักงาน โดยในจำนวนดังกล่าว มีผู้รักษาหายแล้ว 22 ราย เสียชีวิต 2 ราย เป็นลูกจ้างท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เร่งจัดส่งยารักษาโรคและอุปกรณ์ป้องกันโรค อาทิ หน้ากากอนามัย และชุด PPE ให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก โดยล่าสุดได้ดำเนินการส่งหน้ากากอนามัยให้กับทุกสำนักงานไปแล้ว ทั้งสิ้น 120,000 ชิ้น และจัดส่งชุด PPE จำนวนหนึ่งให้กับสำนักงานต่างๆ
กระทรวงการต่างประเทศยังได้อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติเข้าไทยได้มากขึ้น ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม – 24 พฤศจิกายน ได้มีการออกหนังสือรับรองเพื่อเดินทางเข้าราชอาณาจักร (Certificate of Entry- COE) ให้แก่ชาวต่างชาติที่อยู่ในข่ายบุคคลที่เดินทางเข้าราชอาณาจักรได้รวม 40,401 ราย จำนวนชาวต่างชาติผู้ได้รับ COE แบ่งตามสัญชาติ เรียงลำดับตามประเทศมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ จีน 7,116 ราย ญี่ปุ่น 5,427 ราย สหรัฐ 3,279 ราย อังกฤษ 2,640 ราย และเกาหลีใต้ 2,169 ราย โดยกลุ่มบุคคลที่ได้รับการอนุญาตมากที่สุดคือ 1.ผู้มีใบอนุญาตทำงาน และคู่สมรสหรือบุตร 2.คู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของคนไทย 3.นักเรียน นักศึกษา บิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยทั้งหมดเข้ารับการกักกันตามระยะเวลาและในสถานที่ที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดหรือเห็นชอบ

ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศก็ได้พัฒนาระบบลงทะเบียนเพื่อออก COE ผ่านทางเว็บไซต์ coethailand.mfa.go.th โดยนำร่องใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา ขั้นตอนการดำเนินการ ความเสี่ยงการติดเชื้อทั้งของผู้ร้องขอรับ COE และสามารถตรวจสอบสถานะ รวมทั้งเป็นประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูลรายชื่อผู้เดินทางและรายละเอียดเที่ยวบินที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับอนุมัติ COE ผ่านระบบ online แล้ว 15,440 คน แบ่งเป็นคนไทย 9,849 คน และคนต่างชาติ 5,591 คน นอกจากนี้ยังมีผู้อยู่ระหว่างการรออนุมัติ 1,036 คน ทั้งนี้กำลังมีการจัดทำหน้าเว็บไซต์ COE ลงทะเบียนเป็นภาษาจีน ซึ่งจะใช้งานได้ภายในปีนี้
โดยที่มีการผ่อนคลายเพื่ออนุญาตให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวก ได้แก่ 1.การบริหารจัดการเที่ยวบินในลักษณะกึ่งพาณิชย์ (semi-commercial flight) โดยขณะนี้มีสายการบินเข้าร่วมดำเนินการแล้ว 37 สายการบิน 2.การอนุญาตให้ตรวจลงตราแก่ชาวต่างชาติในกลุ่มต่างๆ และลดเงื่อนไขในการขอรับการตรวจลงตรา อาทิ การตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว รหัส STV และ TR โดยยกเลิกการแสดงหลักฐานสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารวงเงิน 500,000 บาท รวมทั้ง ปลดล็อกให้ชาวต่างชาติที่ขอวีซ่าประเภท TR สามารถเดินทางเข้ามาได้จากทุกประเทศทั่วโลก จากเดิมที่เข้ามาได้เพียง 23 ประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นมา และ 3.กระทรวงได้ผลักดันให้มีการเพิ่มจำนวน Alternative State Quarantine เพื่อรองรับผู้เดินทางเข้าประเทศที่จะมีจำนวนมากขึ้น โดยในขณะนี้มี ASQ แล้ว 113 แห่ง สามารถรองรับผู้เดินทางเข้าได้ถึงประมาณ 15,000 คน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า กระทรวงมีความมุ่งมั่นตั้งใจและจะเดินหน้าในภารกิจช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ พร้อมกับอำนวยความสะดวกแก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รวมทั้งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการผ่อนปรนให้คนต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยต้องคำนึงถึงมาตรการเพื่อความปลอดภัยด้านสาธารณสุขเป็นสำคัญควบคู่กัน

