สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกาทำแฮททริกเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยปิดตลาดเพิ่มขึ้นเป็นสถิติทั้ง 3 ดัชนีหลัก จากผลงานที่แข็งแกร่งของหุ้นหลายตัวในภาคพลังงานและค้าปลีก ซึ่งการปิดเพิ่มขึ้นเป็นสถิติใหม่พร้อมกันทั้ง 3 ดัชนีเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2542
ข่าวระบุว่าการปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นสถิติทั้ง 3 ตลาดเกิดขึ้นหลังจากตลาดหุ้นยุโรปพุ่งขึ้นเช่นกัน อันเป็นผลมาจากนโนยายของธนาคารกลางหลายแห่งในเรื่องสภาพคล่องของสินเชื่อที่เป็นแรงสนับสนุนตลาด โดยดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.6 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 18,613.52 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.5 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 2,185.79 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กปิดเพิ่มขึ้น 0.5 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 5,228.40 จุด
หุ้นพลังงานมีผลงานแข็งแกร่งทั้งเอ็กซอนโมบิลและเชฟรอน โดยราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังจากที่นายคาลิด อัล ฟาลีห์ รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดีอาระเบียเปิดเผยเป็นนัยว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) อาจเห็นพ้องกันที่จะลดกำลังการผลิตลงในเดือนหน้า
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซึ่งเป็นราคาน้ำมันอ้างอิงของสหรัฐ สัญญาส่งมอบเดือนกันยายน ปิดเพิ่มขึ้น 1.78 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 43.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ของสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ
เคธี ลีน นักวิเคราะห์ของบริษัทจัดการหลักทรัพย์บีเคระบุว่า ทิศทางในทางบวกเช่นนี้สะท้อนความเป็นไปได้ว่ากองทุนสำรองแห่งรัฐหรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเวลาที่ธนาคารกลางแห่งอื่นใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

