ครบรอบปี โควิด-19 ต้นตอยังคงเป็นปริศนา!

31.12.20 | 14:44 น.
AFP

ครบรอบปี โควิด-19 ต้นตอยังคงเป็นปริศนา!

ตามไทม์ไลน์ขององค์การอนามัยโลก วันที่ 30 ธันวาคม เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา คือวันที่ทางการจีนแจ้งยืนยันอย่างเป็นทางการต่อองค์การอนามัยโลกว่า พบผู้ป่วยรายแรกของโลก ที่ป่วยเพราะได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน

เชื้อที่รู้จักกันในภายหลังว่าคือไวรัส “ซาร์ส-โควี-2” ที่ก่อให้เกิดอาการป่วยเป็นโรค “โควิด-19” ที่ระบาดไปทั่วโลก มีผู้คนตกเป็นเหยื่อมากกว่า 80 ล้านคน เสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านคน

มีการตั้งสมมุติฐานไว้ว่า จุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดเกิดขึ้นเมื่อเชื้อไวรัสที่เคยแต่แพร่ระบาดอยู่ในสัตว์ เกิดกระโดดข้ามสายพันธุ์ติดต่อไปยังคนเป็นครั้งแรกที่ ตลาดสดค้าอาหารทะเลและสัตว์เป็น อู่ฮั่นหัวหนานไห่เซียน แล้วเกิดการระบาดจากคนไปสู่คนด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนขึ้นครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น เมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์ ในจีนเป็นครั้งแรก

หนึ่งปีผ่านไป กลับมีรายงานการศึกษาวิจัยอย่างเป็นวิชาการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า สมมุติฐานดังกล่าวนั้นอาจผิดพลาด

เพราะหลักฐานในเชิงวิทยาศาสตร์เหล่านั้น แสดงให้เห็นว่า “ซาร์ส-โควี-2” แพร่กระจายวนเวียนอยู่ในสังคมมนุษย์มาก่อนหน้านั้นนานหลายเดือน

Advertisement

ผลลัพธ์ก็คือ ไทม์ไลน์ ที่แท้จริงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นปริศนาลึกลับมาจนถึงทุกวันนี้

เอ็ดวาร์ด โฮล์มส์ นักไวรัสวิทยาชาวออสเตรเลียจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย สรุปผลลัพธ์จากงานวิจัยเหล่านั้นเอาไว้ดังนี้

“งานวิจัยเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่า มีโอกาสเป็นไปได้สมบูรณ์แบบที่ว่า การระบาดข้ามสายพันธุ์ (จากสัตว์สู่มนุษย์) แรกเริ่มนั้นน ไม่ได้เกิดขึ้นในอู่ฮั่น หรือแม้แต่อาณาบริเวณโดยรอบอู่ฮั่นด้วยซ้ำไป”

การระบาดก่อนเดือนธันวาคม

หนังสือพิมพ์ เซาธ์ไชนามอร์นิงโพสต์ (เอสซีเอ็มพี) สื่อสิ่งพิมพ์ในฮ่องกง ส่งทีมข่าวสืบสวนสอบสวนไปยังจีน เพื่อตรวจสอบและบ่งชี้จุดเริ่มต้นการระบาดที่แท้จริง โดยการขอเข้าไปตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์ของทางการจำนวนมาก ย้อนกลับไปก่อนหน้าวันที่ 30 ธันวาคม 2019

รายงานของ เอสซีเอ็มพี ระบุว่า หลังเกิดการแพร่ระบาดในอู่ฮั่น ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของจีน หวนกลับไปตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์และตัวอย่างของแต่ละเคสที่เก็บไว้ย้อนหลัง นำเอาตัวอย่างของผู้ป่วยที่เดินทางมาพบแพทย์ด้วยอาการปอดอักเสบ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2019 มาตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง และชี้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้ป่วยอย่างน้อย 60 รายที่ป่วยเพราะได้รับเชื้อโควิด-19

60 รายดังกล่าวเป็นการป่วยจาก ซาร์ส-โควี-2 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการเป็นคนแรกนานร่วมเดือน

เอสซีเอ็มพีพบว่า ผู้ป่วยรายแรกสุด หรือ “ผู้ป่วยหมายเลข 0” ของโรคโควิด-19 เป็นชายชาวหูเป่ย์ วัย 55 ปี

เป็นคนที่ล้มป่วยและต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2019 หรือราวเดือนเศษ ก่อนหน้าที่องค์การอนามัยโลกจะได้รับรายงานยืนยันผู้ป่วยรายแรก และก่อนหน้าที่โรคนี้จะได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด-19” นานหลายเดือน

หลังจากนั้นมีรายงานผลการศึกษาที่สนับสนุนและสอดคล้องกับการค้นพบดังกล่าว ตัวอย่างเช่น รายงานผลการศึกษาวิจัยของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่อาศัยภายถ่ายผ่านดาวเทียมมาวิเคราะห์การจราจรของยานยนต์ในบริเวณโรงพยาบาลในเมืองอู่ฮั่น 6 โรงพยาบาล

ทีมวิจัยดังกล่าวพบว่าปริมาณการสัญจรของรถพยาบาลในโรงพยาบาลเหล่านั้น เริ่มกระดิกสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2019 เรื่อยไปจนถึงระดับสูงสุดในราวเดือนมกราคม รวมระยะเวลา 6 เดือนเต็ม

ที่ชัดเจนกว่านั้นก็คือ ผลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เชิงพันธุกรรม ที่ดำเนินการโดย ศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคแห่งจีน (ซีซีดีซี) เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019

ทีมวิจัยเข้าไปศึกษา ผู้ป่วย 41 เคสแรกสุดของเมืองอู่ฮั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่เดินทางไปยังตลาดสดอู่ฮั่นหรือไม่ก็ทำงานอยู่ในตลาดสด

แต่รายงานผลที่ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่าน เดอะ แลนเซท วารสารวิชาการด้านการแพทย์ชื่อดัง ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ป่วย 13 รายในจำนวนกลุ่มผู้ป่วยชุดแรกนี้ ไม่มส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตลาดสดอู่ฮั่นเลย

ซีซีดีซี ตัดตลาดสดอู่ฮั่นออกไปจากการเป็นแหล่งเริ่มต้นการระบาดโดยสิ้นเชิง เมื่อปรากฏผลการตรวจหาเชื้อซาร์ส-โควี-2 ในสัตว์เป็นที่ขายในตลาดทั้งหมด พบว่า ไม่มีสัตว์ตัวใดมีเชื้อก่อโรคโควิด-19 เลยแม้แต่ตัวเดียว

ภายใต้หลักฐานบ่งชี้เหล่านี้ สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ตลาดสด อู่ฮั่นหัวหนานไห่เซียน ไม่ใช่จุดเริ่มต้น หรือต้นตอของการแพร่ระบาดของโควิด-19

เป็นเพียงแค่ สถานที่่เกิด “ซุปเปอร์สเปรดเดอร์ อีเวนต์” เหตุการณ์แรกๆ เหมือนกับที่เกิดขึ้นมากมายในหลายสถานที่ หลายประเทศทั่วโลกในเวลาต่อมาเท่านั้นเอง

หลักฐานจากลอมบาร์ดี

ข้อมูลที่เป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุขของประเทศอิตาลี ผู้ป่วยโควิด-19 จากการติดเชื้อซาร์ส-โควี-2 คนแรกของประเทศ ได้รับการตรวจยืนยันพบที่จังหวัดแบร์กาโม ในแคว้นลอมบาร์ดี ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2020

ดังนั้นจึงกลายเป็นเรื่องพิศวงงงงวยอย่างมากสำหรับทีมวิจัยทางการแพทย์ ที่ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของ ชาวอิตาลี 23 คนในเดือนกันยายน และ อีก 27 คนในเดือนตุลาคมปี 2020 เพราะพบแอนติบอดีสำหรับยับยั้งโรคโควิด-19 ในร่างกายของชาวอิตาลีที่ตรวจสอบมีขึ้นก่อนหน้ากำหนดเวลาการระบาดอย่างเป็นทางการดังกล่าวมากทีเดียว

“ผลการวิเคราะห์ของเราบ่งชี้ว่า ซาร์ส-โควี-2 ระบาดวนเวียอยู่ในประเทศอิตาลีมาก่อนหน้าที่จะมีผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับวินิจฉัยยืนยันในลอมบาร์ดีเป็นรายแรกอย่างเป็นทางการนานมาก ทั้งยังก่อนหน้ารายงานผู้ป่วยยืนยันรายแรกของทางการจีน (ในวันที่ 30 ธันวาคม) ด้วยซ้ำไป ถือเป็นข้อมูลใหม่เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นและกระบวนการระบาดของโควิด-19” ผู้เขียนรายงานชิ้นดังกล่าวสรุปผลการวิจัยเอาไว้เช่นนั้น

งานวิจัยที่ใช้วิธีการตรวจสอบหาร่องรอยพันธุกรรมของ ซาร์ส-โควี-2 ในตัวอย่างที่เก็บจากท่อระบายน้ำ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแห่งกรุงโรม แสดงผลออกมาสอดคล้องและสนับสนุนผลสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้

โดยทีมวิจัยที่เก็บตัวอย่างจากท่อระบายน้ำในเมืองตูรินและเมืองมิลาน มาตรวจสอบ ค้นพบสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ในตัวอย่างน้ำจากท่อระบายน้ำที่ย้อนหลังไปได้ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2019

ก่อนหน้าการเริ่มต้นยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายแรกในจีนถึงเกือบสองสัปดาห์ แต่นานกว่าการพบเชื้อครั้งแรกในอิตาลีเป็นเดือนสองเดือนเลยทีเดียว

ข้อมูลจากปารีสและมาดริด

ผลการวิเคราะห์วิจัยโควิด-19 ในฝรั่งเศสและสเปน ให้ผลลัพธ์ออกมาในทิศทางคล้ายคลึงกับผลงานวิจัยในอิตาลี

ในเดือนพฤษภาคม ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พบผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการปอดอักเสบรุนแรงเมื่อ 27 ธันวาคม 2019 โดยที่มีทีมแพทย์ทีมนี้เป็นเจ้าของไข้ เมื่อกลับไปตรวจสอบอีกครั้ง พบว่าตัวอย่างที่เก็บจากผู้ป่วยรายนี้มีเชื้อ โควิด-19 อยู่

ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศส ไม่มีผู้ป่วยโควิดจนกว่าจะพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2020!

ในสเปน ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา พบหลักฐานร่องรอยสารพันธุกรรมของโควิด-19 ในระบบระบายน้ำเสียของตัวเมืองตั้งแต่ราวกลางเดือนมกราคม ก่อนหน้าที่จะมีผู้ป่วยยืนยันอย่างเป็นทางการรายแรกถึง 6 สัปดาห์เต็ม

ที่น่าประหลาดใจก็คือ ตัวอย่างน้ำเสียจากท่อระบายน้ำที่จัดเก็บเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2019 กลับพบร่องรอยของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 เช่นเดียวกัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้สูงมากที่ว่าตัวอย่างเมื่อเดือนมีนาคม อาจเกิดการปนเปื้อน จนแสดงค่าที่เหลือเชื่อดังกล่าวออกมา

ใครนำไวรัสไปสหรัฐอเมริกา?

สหรัฐอเมริกา ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2020 แต่ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคติดเชื้อ ออกซ์ฟอร์ด อคาเดมิค เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2020 กลับพบว่า โควิด-19 ระบาดอยู่ในหลายรัฐด้านตะวันตกแถบชายฝั่งแปซิฟิกอยู่นานก่อนหน้าที่จะมีการตรวจยืนยันพบเป็นรายแรกอย่างน้อย 1 เดือน

ทีมวิจัยใช้ตัวอย่างเลือดที่กาชาดอเมริกันเก็บรวบรวมไว้ใน 9 รัฐ ซึ่งรวมทั้งแคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และรัฐวอชิงตัน มาตรวจสอบ พบว่ามีอเมริกันหลายคนในแถบแปซิฟิกนอร์ธเวสต์ มีแอนติบอดีสำหรับยับยั้งโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2019 ก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในประเทศจีนด้วยซ้ำไป

ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่า แอนติบอดีไม่สามารถใช้เป็นเครื่องวัดการแพร่ระบาดที่สมบูรณ์แบบได้ ด้วนเหตุที่ว่า ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอาจสร้างแอนติบอดีที่มีความสามารถในการยับยั้งการแพร่ของเชื้อโควิด-19 ได้ แต่เป็นแอนติบอดีที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อไวรัสก่อโรคหวัดทั่วไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มหนึ่งแย้งว่า แอนติบอดีสามารถใช้เป็นเครื่องวัดการระบาดได้เป็นอย่างดี กรณีตัวอย่างสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทธาหรณ์ก็คือ การใช้การศึกษาวิจัยหาแอนติบอดี เพื่อตรวจสอบย้อนรอยไปหาต้นตอของโรคซาร์ส (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ปี 2002-2004) และโรคเมอร์ส (โรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลาง ปี 2012) ในชะมดและอูฐ ตามลำดับ

งานวิจัยทั้งหมดเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นภาพร่วมกันประการหนึ่ง นั่นคือ แหล่งแพร่ระบาดที่หนักหนาสาหัสทั้งหลายนั้น มีการแพร่ระบาดอยู่ก่อนหน้าที่จะพบผู้ป่วยรายแรกเนิ่นนาน ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งในกรณีของอู่ฮั่น ในจีน

อาจบางที โลกวิทยาการ จำเป็นต้องใช้เวลาตรวจสอบและควานหาร่องรอยของไวรัสร้ายชนิดนี้อีกนานไม่น้อยกว่าจะสามารถสาวไปถึงต้นตอที่ชัดเจนได้

หรือไม่ก็ต้องปล่อยให้เป็นปริศนาไปตลอดกาล