คนดูสื่อลดฮวบ หลังหมดดราม่ายุคทรัมป์!

แฟ้มภาพ อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา (เอเอฟพี)

คนดูสื่อลดฮวบ หลังหมดดราม่ายุคทรัมป์!

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า บรรยากาศระหว่างกลุ่มสื่อกับทำเนียบขาวในขณะนี้ที่คลายความตึงเครียดลง นับว่าเป็นข่าวไม่สู้ดีนักสำหรับกลุ่มสื่อกระแสหลักในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังต่อสู้กับแนวโน้มขาลงของอุตสาหกรรมสื่อกระแสหลัก หลังจากตลอด 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดกระแสปะทะที่เรียกว่า “ทรัมป์บัมพ์” สามารถดึงดูดผู้ชมและดันให้ยอดการบอกรับสมาชิกของสื่อหลักยักษ์ใหญ่ต่างๆ อย่าง ซีเอ็นเอ็น และ เดอะ นิวยอร์กไทม์ส ให้พุ่งขึ้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ายอดผู้ชมและการบอกรับสมาชิกของสื่อกระแสหลักลดวูบลง หลังจากทรัมป์พ้นจากทำเนียบขาวไป

ข้อมูลของ นีลเส่น บริษัทสำรวจวิจัยระบุว่า ซีเอ็นเอ็น หนึ่งในสื่อหลักที่มีกรณีโต้เถียงกับทรัมป์อยู่บ่อยครั้งในช่วงที่เขาอยู่ในตำแหน่ง ได้มียอดผู้ชมในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ลดลงไปมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือนมีนาคมนี้เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ส่วนของ ฟ็อกซ์นิวส์ ที่เป็นคู่ปรับ และ เอ็มเอสเอ็นบีซี มียอดผู้ชมและยอดการบอกรับสมาชิกลดลงเช่นกัน

ด้านคอมสกอร์ บริษัทวิจัยอีกแห่งชี้ว่า ยอดการเข้าเว็บไซต์ของ เดอะ นิวยอร์กไทม์ส ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์จากเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และของเดอะ วอชิงตันโพสต์ สื่อชั้นนำอีกแห่ง ลดลงไป 27 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการชี้ว่าการลดลงของยอดผู้เข้าชมอาจเป็นผลจากฤดูเลือกตั้งของสหรัฐที่ปิดฉากลงไปแล้วและเป็นผลจากความเป็นจริงที่สาหัสของสภาพเศรษฐกิจตกต่ำที่กลุ่มสื่อต่างเผชิญกันมาตั้งแต่ก่อนหน้ายุคทรัมป์แล้ว

อดัม เคียรา อาจารย์ด้านสื่อสารมวลชนประจำมหาวิทยาลัยฮาร์ทฟอร์ด กล่าวว่า นี่ไม่ใช่เป็นสภาพความเป็นจริงใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่เราได้เห็นแนวโน้มความตกต่ำนี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยยุคของทรัมป์ที่ทำให้เกิด “การปะทะชั่วคราว” กับองค์กรสื่ออย่าง นิวยอร์กไทม์ส ที่ทำให้เห็นยอดสมาชิกดิจิทัลพุ่งสูงขึ้น รวมถึงซีเอ็นเอ็นด้วย แต่ในระยะยาวผู้คนจะทิ้งสื่อโทรทัศน์เดิมและการบอกรับสมาชิกหนังสือพิมพ์ โดยหันไปเสพข่าวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แทน

ด้าน โทบี เบอร์โควิตซ์ อาจารย์ด้านการสื่อสารทางการเมือง จากมหาวิทยาลัยบอสตันชี้ว่า การไร้ประเด็นดราม่าในทำเนียบขาว จะทำให้มีคนดูสื่อน้อยลง ซึ่งตีความได้ว่าจะทำให้รายได้จากโฆษณาและการบอกรับสมาชิกของสื่อลดลงไปด้วย ที่จะยังซ้ำเติมสถานะทางเศรษฐกิจของสื่อให้แย่ลงไปอีก

เบอร์โควิตซ์กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ เป็นคนน่าเบื่อ ที่ไม่ค่อยทำให้เกิดเรื่องดราม่านัก จึงเป็นเรื่องยากมากขึ้นสำหรับสื่อที่จะดึงผู้อ่านและผู้ชมได้ และว่า หลังจากพ้นช่วงเวลาที่ประเด็นข่าวมีความหวือหวาเหมือนละครดราม่า คนดูอาจจะต้องการเวลาพัก โดยพวกเขาจะหันไปดูรายการในเน็ตฟลิกซ์แทน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดใจ ปธ.โตโยต้าคนใหม่ ปลุกดีลเลอร์ทั่วประเทศทวงแชมป์ตลาดรถคืน
บทความถัดไป‘อาร์ที’ ประกาศแจกปันผล 0.85 สตางค์/หุ้น พร้อมเผยปีนี้เน้นรับงานมาร์จิ้นสูง