ผู้นำ 23 ชาติ-อนามัยโลก หนุนไอเดีย ทำสนธิสัญญาใหม่ รับมือวิกฤตสาธารณสุขโลก
ผู้นำจาก 23 ประเทศ และองค์การอนามัยโลก ต่างสนับสนุนแนวคิดในการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ที่จะช่วยให้โลกรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เหมือนดังวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันที่ 30 มีนาคมระบุว่า แนวคิดนี้ที่จะเป็นหลักประกันการเข้าถึงที่เป็นสากลและเป็นธรรมต่อวัคซีน ยารักษาโรค และการวินิจฉัยโรค ได้ถูกนำเสนอโดยนายชาร์ลส์ มิเชล ประธานกลุ่มสหภาพยุโรป(อียู)ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 20 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา
นักการทูตรายหนึ่งเปิดเผยว่า นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ได้ให้การสนับสนุนแนวคิดนี้ในที่ประชุมคณะทำงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการเริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ดีในวันอังคาร(30 มี.ค.)นี้ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำ 23 ชาติ ได้แก่ ฟิจิ โปรตุเกส โรมาเนีย สหราชอาณาจักร รวันดา เคนยา ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ เกาหลี ชิลี คอสตาริกา แอลแบเนีย แอฟริกาใต้ ตรินิแดดและโตเบโก เนเธอร์แลนด์ ตูนีเซีย เซเนกัล สเปน นอร์เวย์ เซอร์เบีย อินโดนีเซีย ยูเครน และ องค์การอนามัยโลก
ในข้อเขียนแสดงความคิดเห็นที่ออกร่วมกันโดยผู้นำชาติเหล่านี้ซึ่งตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์หัวใหญ่หลายฉบับระบุว่า จะมีโรคระบาดและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่อื่นๆ เกิดขึ้นอีกได้ ซึ่งไม่มีรัฐบาลใดหรือองค์กรพหุภาคีใดจะสามารถรับมือภัยคุกคามนี้ได้เพียงลำพัง “เราเชื่อว่าหลายชาติคววรทำงานร่วมกันในการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศขึ้นใหม่เพื่อการเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อโรคระบาดนั้นๆ”
ข้อเขียนดังกล่าวชี้อีกว่าเป้าหมายสำคัญของสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใหม่จะมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการฟื้นตัวของโลกจากโรคระบาดในอนาคต ผ่านระบบเตือนภัยที่ดีขึ้น การแบ่งปันข้อมูล การวิจัยและการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน ยารักษาโรค การวิจัยโรค และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (พีพีอี) นอกจากนี้สนธิสัญญาดังกล่าวยังต้องระบุว่าสุขภาพของมนุษย์ สัตว์และโลกมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมดและควรนำไปสู่การรับผิดชอบ ความโปร่งโสและความร่วมมือกันของทั้งโลก

