ยูเอ็นชี้ทหารลุยปราบทำชาวเมียนมา 2.5 แสนพลัดถิ่น มะกันคว่ำบาตรอีก 2 บริษัท
นายทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาระบุว่า การปราบปรามกลุ่มต่อต้านการยึดอำนาจของทหารเมียนมาทำให้ชาวเมียนมาราว 2.5 แสนคนต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ของตนเอง
แอนดรูว์อ้างแหล่งข่าวถึงที่มาของตัวเลขดังกล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้โลกต้องลงมือกับเรื่องนี้ในทันที เพราะถือเป็นโศกนาฏกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมา
โฆษกของสหภาพชนชาติกะเหรี่ยงระบุว่า ขณะนี้มีชาวกะเหรี่ยงมากกว่า 2,000 คนที่ข้ามพรมแดนเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย และมีหลายพันคนที่กลายเป็นคนไร้ถิ่นที่อยู่ โดยพวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าใกล้กลับหมู่บ้านของตนเอง
ขณะที่องค์กร Free Myanmar Rangers ซึ่งเป็นกลุ่มชาวคริสต์ที่คอยให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาประเมินว่า มีชาวกะเหรี่ยงอย่างน้อย 24,000 คนที่ต้องทิ้งบ้านเรือน หลังจากมีการโจมตีด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ และแม้ขณะนี้จะมีการยุติการโจมตีทางอากาศแล้ว แต่การต่อสู้ทางภาคพื้นดินกลับเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ผู้พลัดถิ่นจำนวนหลายพันคนคือชาวนา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้พวกเขาประสบปัญหาขาดแคลนอาหารในอนาคต หากยังไม่สามารถเดินทางกลับไปยังบ้านเรือนเพื่อดูแลที่นาของตนเองได้ และจะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารยาวนานถึง 6 เดือนตามมา บางคนไปหลบภัยอยู่ในถ้ำและต้องใช้ใบตองปูเป็นที่หลับนอน
ล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐได้ประกาศขึ้นบัญชีดำกับบริษัทของรัฐอีก 2 แห่งในเมียนมาคือบริษัททำไม้และบริษัทขายมุก เพื่อควบคุมการค้าขายกับโลกภายนอก และสกัดกั้นไม่ให้ชาวสหรัฐหรือบริษัทสหรัฐทำธุรกิจกับบริษัทเหล่านี้ และจะมีการยึดทรัพย์ของสองบริษัทที่อยู่ในสหรัฐ
ด้านนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐประกาศว่า สหรัฐจะยังคงพุ่งเป้าไปที่การจัดการกับช่องทางการเงินของเมียนมา และทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจและการก่อเหตุรุนแรงต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง

