เผยอาเซียนตั้งเป้า กล่อมทหารเมียนมายุติฆ่าผู้ประท้วง ก่อนเดินทางเยือนเพื่อพบหารือทั้ง 2 ฝ่าย โน้มน้าวให้เปิดการเจรจา
เมื่อวันที่ 23 เมษายน รอยเตอร์รายงานว่า นักวิเคราะห์และอดีตนักการทูตหลายคนชี้ว่า การประชุมอาเซียนสมัยพิเศษครั้งนี้อาจส่งผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 54 ปีของอาเซียน โดยนายริซาล สุขมา อดีตทูตอินโดนีเซียประจำสหราชอาณาจักร ที่ปัจจุบันเป็น นักวิจัยอาวุโสของ ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และวิเทศสัมพันธ์ (ซีเอสไอเอส) ในกรุงจาการ์ตา ระบุว่า การประชุมหนนี้จำเป็นต้องมีผลลัพธ์ “ที่หนักแน่นและเป็นรูปธรรมจับต้องได้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่สามารถเป็นการประชุมเพียงเพื่อแสดงความวิตกกังวลอีกครั้งหนึ่งได้อีกแล้ว
ในขณะที่ กลุ่มองค์การพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 45 กลุ่มรวมตัวกันออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อผู้นำอาเซียน ให้นำเอากลุ่มอดีตส.ส.ที่ถูกรัฐประหารพ้นจากตำแหน่ง เข้าร่วมในการประชุมเพื่อแก้วิกฤตเมียนมาด้วย โดยให้เหตุผลว่า ผู้นำอาเซียนจะไม่สามารถทำอะไรได้หากไม่ได้หารือกับตัวแทนที่ถูกต้อง ชอบธรรมของประชาชนชาวเมียนมา และย้ำด้วยว่า การเชื้อเชิญพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลายเข้าร่วมการประชุมนั้น ถือเป็นการรับรองความถูกต้องตามกฎหมายต่อการประกอบอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่กำลังกระทำต่อประชาชนของตนเองของรัฐบาลทหารในเวลานี้
ส่วน องค์การนิรโทษกรรมสากล (เอไอ) ออกมาเรียกร้องให้ อินโดนีเซีย ในฐานะเป็นชาติภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (ซีเอที) ซึ่งมีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ทำให้อินโดนีเซียมีพันธะต้อง สอบสวน พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย เพื่อดำเนินคดีหรือเพื่อส่งตัวผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำผิดในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อปรากฏอยู่ในดินแดนของตน ตามความในอนุสัญญาดังกล่าว อีกด้วย
ทางด้านนายอีแวน ลักษมาณา นักวิชาการจากซีเอสไอเอส ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพี ระบุว่า เหตุผลที่ทำให้อาเซียนต้องเชิญพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น เป็นเหตุผลในทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างยิ่ง
“ความจริงก็คือ มีเพียงฝ่ายเดียวที่กำลังใช้ความรุนแรง ซึ่งก็คือกองทัพ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมตัวแทนกองทัพถึงได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม ไม่ใช่เป็นหนทางเพื่อรับรองความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารแต่อย่างใด” นายลักษมาณากล่าวพร้อมกับให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เมื่อได้สนทนากับตัวแทนกองทัพเมียนมาแล้ว อาเซียนหวังว่าจะสามารถกำหนดกรอบกระบวนการดำเนินงานในระยะยาวขึ้นมาได้ เริ่มต้นด้วยการยุติการใช้ความรุนแรง ซึ่ง หวังกันว่าจะเอื้ออำนวยให้เกิดการสานสนทนากันระหว่างทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียในเมียนมาขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับรัฐบาลหทารเท่านั้น
นักวิชาการายนี้ยังให้ความเห็นว่า การหารือแบบพบหน้ากันก็มีนัยสำคัญ เพราะทำให้ยากมากขึ้นต่อการที่บรรดาผู้นำอาเซียนจะสื่อสารกันในระดับส่วนตัว หากไม่ใช่การหารือกันแบบเห็นหน้าค่าตากัน และแสดงความเสียดายเป็นพิเศษต่อกรณีของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทยที่ไม่สามารถร่วมประชุมครั้งนี้ได้ “ทั้งๆ ที่ เราทุกคนเชื่อกันว่ามีความสัมพันธ์ดีที่สุดกับนายพลอาวุโสของเมียนมาในเวลานี้
นายลักษมาณา เชื่อว่า อาเซียนมีโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการดำเนินการให้เกิดผลลัพธ์ได้ เพราะจนถึงตอนนี้ไม่มีใครอื่นใดมีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ตัวอย่างเช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็ไม่มีความคืบหน้าให้เห็น ในขณะที่ไม่มีการดำเนินความพยายามร่วมกันของกลุ่มประเทศอื่นๆ เกิดขึ้น ทำให้การประชุมของอาเซียนหนนี้เป็นครั้งแรกที่อาจก่อให้เกิดผลอย่างหนึ่งอย่างใดต่อวิกฤตการณ์หนนี้ได้
ลักษมาณาระบุว่า อาเซียนนิยมใช้การทูตเงียบมากกว่าการเข้าไปแทรกแซงโดยตรง โดยพยายามแสวงหาทางออกเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย แต่แม้แต่การจะทำให้สองฝ่ายตรงกันข้ามในเมียนมาหันหน้ามาพูดจากันก็ต้องใช้เวลานานไม่น้อย สาเหตุจากสถานการณ์จริงที่หนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง จนไม่มีช่อง หรือแม้แต่กระทั่งความเต็มใจที่จะเจรจาซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความรุนแรงต้องยุติลงก่อน
เอพี อ้างการเปิดเผยของนักการทูตอาเซียนรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า นอกเหนือจากการยุติความรุนแรง และเริ่มต้นให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อเมียนมาแล้ว อาเซียยังเตรียมความเคลื่อนไหวอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย อาทิ การเดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการในฐานะประธานอาเซียนของสุลต่าน ฮัสซานัน โบลเกียห์ พระราชาธิบดีและนายกรัฐมนตรีแห่งบรูไน ที่อาจเดินทางไปพร้อมกับนาย ลิม จ็อก ฮอย เลขาธิการอาเซียนชาวบรูไน โดยจะเข้าพบทั้งผู้นำทหารและแกนนำของฝ่ายออง ซาน ซู จี เป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสานสนทนากันขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับการยินยอมของรัฐบาลทหารเมียนมาจึงสามารถเกิดขึ้นได้

