โกลบอลโฟกัส : บี1.617: มหันตภัยที่อินเดีย

AFP

โกลบอลโฟกัส : บี1.617: มหันตภัยที่อินเดีย

จนถึงขณะนี้ อินเดีย ยังคงต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อรายวันสูงถึงกว่า 400,000 คน ซึ่งสูงเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขของประเทศทั้งระบบจะรับมือไหว เป็นเหตุให้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล เรื่อยไปจนถึง สัปเหร่อ งานล้นมือ โกลาหลอลหม่านกับงานเฉพาะหน้าที่ทะลักเข้ามาจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจเตียงพยาบาล ห้องผู้ป่วยวิกฤต เรื่อยไปจนถึงออกซิเจนสำหรับเครื่องช่วยหายใจ ขาดแคลนอย่างหนัก

ยอดผู้เสียชีวิตที่สูงถึงกว่า 3,500 รายต่อวัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นภาวะวิกฤตของระบบสาธารณสุขของอินเดียได้เป็นอย่างดีผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดและไวรัสวิทยาในอินเดีย ยอมรับว่า สาเหตุของปรากฏการณ์น่าเศร้าที่อินเดียนั้น เกิดจากปัจจัยหลายอย่างมาประจวบรวมกันในคราวเดียวกัน ตั้งแต่ภาวะ “ย่ามใจ” ของรัฐบาล จนเมินเฉยคำเตือนให้ระวัง ระลอกที่ 2 ตัดสินใจเปิดกิจกรรมเศรษฐกิจทุกอย่าง รวมทั้งแหล่งรวมคนจำนวนมากรวมทั้ง ระบบขนส่งมวลชน ร้านอาหาร ภัตตาคาร บาร์ แม้กระทั่งเหตุการณ์รวมตัวกันเป็นเรือนแสนเรือนล้านอย่างเทศกาล “กุมภเมลา” ไปจนถึงอาการ “การ์ดตก” ของประชาชนอันสืบเนื่องมาจากสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่าภาวะ “ล็อกดาวน์ ฟาติก” และการกลายพันธุ์ของเชื้อซาร์ส-โควี-2 ที่ก่อโรคโควิด-19

ปัจจัยทุกอย่างเหล่านั้น สามารถเป็นบทเรียนสำคัญให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เชื้อกลายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในอินเดียเองนั้นมีบทบาทสำคัญต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในอินเดียมากน้อยแค่ไหน

ใช่หรือไม่ว่า “บี 1.617” เชื้อกลายพันธุ์ ที่ถูกขนานนามในอินเดียว่าคือ “ดับเบิลมิวเทชัน” คือสาเหตุสำคัญที่ก่อให้ยอดการติดเชื้อและการเสียชีวิตพุ่งกระฉูดในอินเดีย จนควรค่าแก่การให้ความใส่ใจ วิตกกังวลในระดับนานาชาติ

นั่นเนื่องเพราะ “บี.1.617” ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในปริมณฑลของอินเดียเท่านั้น หากแต่ยังมีการตรวจสอบพบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธ์นี้ในอีกอย่างน้อย 18 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ในสหราชอาณาจักร (ยูเค), สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, ออสเตรเลีย เรื่อยมาจนถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง สิงคโปร์และไทย

จนเป็นเหตุให้ หลายประเทศตัดสินใจประกาศห้ามเที่ยวบินจากอินเดีย และออกคำเตือนอย่างชัดเจนต่อประชาชนของตนเองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปอินเดีย

ต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเชื้อมหันตภัยกลายพันธุ์ตัวนี้

******

ธรรมชาติที่ช่วยให้ไวรัสทั้งหลายอยู่รอดก็คือ ความสามารถในการกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้การกลายพันธุ์หรือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของไวรัสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เฉพาะ ซาร์ส-โควี-2 เชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 นั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่าเกิดการกลายพันธุ์จากสายพันธุ์ดั้งเดิมมาแล้วหลายต่อหลายพันครั้ง ในช่วงระยะเวลาเพียงปีเศษของการระบาดที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักมันเป็นอย่างดี

เชื้อกลายพันธุ์ที่ถูกเรียกว่า “บี.1.617” นั้น นักวิทยาศาสตร์อินเดีย รายงานการตรวจพบไปยัง คลังข้อมูลสายพันธุ์ไวรัสของโลก (GISAID) ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่รัฐมหาราษฎระ แต่ไม่ได้รับความสนใจมากมายนักตราบจนกระทั่งมีการค้นพบว่า บี1.617 มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งบนสายพันธุกรรมที่สำคัญ 2 ตำแหน่งพร้อมๆ กัน ซึ่้งทำให้มีบางคนเรียกมันผิดๆ ว่าเป็นเชื้อ “ดับเบิลมิวแทนท์”

บี1.617 ที่พบการกลายพันธุ์สำคัญ 2 ตำแหน่งซ้อนดังกล่าว มีการรายงานให้รับรู้กันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อมีการตรวจพบเชื้อ บี1.617 นี้ในตัวอย่างมากกว่า 200 ตัวอย่างที่ได้จากภายในรัฐมหาราษฎระ รัฐใหญ่ที่มั่งคั่งทางด้านตะวันตกของประเทศ

ตำแหน่งพันธุกรรมสำคัญ 2 ตำแหน่งที่พบว่าเปลี่ยนแปลงไปใน “แวเรียนท์” หรือเชื้อกลายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดียก็คือ “อี484คิว” กับ “แอล452อาร์”

นักวิทยาศาสตร์อินเดียพบในเวลาต่อมาว่า จริงๆ แล้ว “บี.1.617” ไม่ได้มีการกลายพันธุ์อยู่เฉพาะใน 2 ตำแหน่งดังกล่าว แต่มีอีกหลายตำแหน่งมาก อาทิ “อี154เค”, “พี681อาร์” และ “คิว1071เอช”

ในจำนวนตำแหน่งพันธุกรรมที่กลายพันธุ์นั้น จุดที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวล มีอยู่ด้วยกัน 3 ตำแหน่ง คือ “อี484คิว”, “แอล452อาร์” และ “พี681อาร์” ที่เป็นที่มาทำให้ในระยะหลัง “บี.1.617” จึงถูกเรียกขานเสียใหม่ว่าเป็น “ทริปเปิลมิวแทนท์” แวเรียนท์

ตำแหน่งกลายพันธุ์เหล่านี้ เคยมีการพบใน “แวเรียนท์ ออฟ คอนเซิร์น” หรือ “เชื้อกลายพันธุ์ที่น่าวิตก” ในประเทศอื่นๆ อีกบางประเทศ

คำว่า “แวเรียนท์ ออฟ คอนเซิร์น” นั้น ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยกำหนดให้ใช้สำหรับเชื้อกลายพันธุ์หรือ แวเรียนท์ ใน สหราชอาณาจักร, แอฟริกาใต้ และ บราซิล โดยเฉพาะ เนื่องจากเชื้อกลายพันธุ์ “ที่น่าวิตก” เหล่านี้ ส่งผลให้ซาร์ส-โควี-2 ที่กลายพันธุ์ใหม่นั้น มีฤทธิ์ร้ายแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ที่น่าสนใจก็คือ การกลายพันธุ์ที่พบในเชื้อกลายพันธุ์ของประเทศทั้ง 3 ประเทศเหล่านั้น กลับพบได้ “พร้อมๆ กัน” ใน “บี.1.617” ตัวเดียวเท่านั้น!

******

เจเรมี พี. คามิล รองศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยา และภูมิคุ้มกันวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยแห่งรัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของแวเรียนท์ บี.1.1617 เอาไว้ดังนี้

การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง อี484คิว ของบี.1.617 นั้น เหมือนกับการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง อี484เค ซึ่งพบในเชื้อกลายพันธุ์ในประเทศบราซิล(พี.1) และ แอฟริกาใต้ (บี.1.351) การกลายพันธุ์ในตำแหน่งนี้ จะส่งผลต่อสไปค์โปรตีน ซึ่งเป็นเหตุให้เชื้อแพร่ระบาดได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ส่วนการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง แอล452อาร์ นั้น เคยพบก่อนหน้านี้ในเชื้อกลายพันธุ์ที่พบครั้งแรกใน แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

รายงานกันในตอนนั้นว่า การกลายพันธุ์ในตำแหน่งนี้ทำให้ตัวเชื้อ ซาร์ส-โควี-2 มีขีดความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับของภูมิคุ้มกันในร่างกาย นั่นหมายความว่า แอนติบอดี ที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อก่อนหน้านี้ หรือ เกิดจากการกระตุ้นของวัคซีน ไม่สามารถตรวจจับเชื้อแวเรียนท์ใหม่นี้ได้

ผลก็คือ ใครก็ตามที่ติดเชื้อกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งนี้จะแสดงอาการป่วยออกมาหนักและเต็มที่มากตามพยาธิสภาพของเชื้อ

รองศาสตราจารย์คามิล บอกว่า สำหรับการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง พี681อาร์ นั้น เคยพบในเชื้อกลายพันธุ์ที่สหราชอาณาจักร หรือ ยูเค แวเรียนท์ และเป็นไปได้ว่า การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งนี้ อาจทำให้เชื้อกลายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น มีความสามารถในการแพร่ระบาดได้สูงมากขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง “คิว677ที” ของ แอฟริกาใต้แวเรียนท์อีกด้วย

ตามข้อมูลในฐานข้อมูลของ GISAID ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้ฟรี แสดงให้เห็นว่า อินเดียแวเรียนท์ ตรวจสอบพบเป็นสัดส่วนสูงมากในตัวอย่างเชื้อจากอินเดียที่นำมาจำแนกพันธุกรรม กล่าวคือคิดเป็นอัตราส่วนถึง 63.6 เปอร์เซ็นต์ของเชื้อจากอินเดียที่ได้รับการจำแนกพันธุกรรมในช่วง 4 สัปดาห์จนถึง 21 เมษายนที่ผ่านมา

“ถือว่าเป็นเชื้อที่แพร่ระบาดได้รวดเร็วจนน่าทึ่งมาก เมื่อคำนึงถึงว่ามีการตรวจพบระบาดในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้เท่านั้นเอง” รองศาสตราจารย์ คามิล ระบุ

กระนั้น องค์การอนามัยโลกก็ยังคงกำหนดให้ บี.1.617 เป็นเพียง “แวเรียนท์ที่น่าสนใจ” หรือ “แวเรียนท์ ออฟ อินเทอเรสต์” อยู่เท่านั้น

******

การกำหนดสถานะของเชื้อกลายพันธุ์ขององค์การอนามัยโลก ไม่ได้กำหนดจากตำแหน่งของการกลายพันธุ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีผลการศึกษาวิจัยในทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกให้เห็นว่า แวเรียนท์ ตัวใดตัวหนึ่งมีความร้ายแรงเพิ่มขึ้นจากตัวเชื้อที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมอีกด้วย

ปัญหาที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็คือ ในขณะที่ข้อมูลที่ได้จากการจำแนกพันธุกรรม แสดงให้เห็นการกลายพันธุ์ที่น่ากลัวของ บี.1.617 แต่จนถึงขณะนี้ยังมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้น้อยมาก ทั้งในแง่ของการแพร่ระบาด และในแง่ของความรุนแรงของแวเรียนท์นี้

ตัวอย่างเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัดก็คือ ยูเค แวเรียนท์ หรือ บี.1.1.7 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในสหราชอาณาจักร กับอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก มีนักวิชาการจำแนกพันธุกรรมออกมาให้ศึกษาวิจัยขยายผลต่อมากถึง 384,000 ครั้ง ในฐานข้อมูลของ GISAID

ในขณะที่การจำแนกพันธุกรรมของเชื้อ บี.1.617 ของอินเดีย มีปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกันเพียง 660 ครั้งเท่านั้นเอง โดยที่ 205 ครั้งในการจำแนกพันธุกรรมดังกล่าวเป็นการจำแนกพันธุกรรมในสหราชอาณาจักร อีก 69 ครั้งเป็นการดำเนินการในสหรัฐอเมริกา

ที่เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์อินเดีย พื้นที่ที่เชื่อกันว่ามีการระบาดของเชื้อแวเรียนท์นี้สูงสุด มีเพียง 298 ครั้งเท่านั้นเอง

จนถึงขณะนี้ มีงานวิจัยเพียง 3 ชิ้นเท่านั้นที่ศึกษาวิจัยผลกระทบจากการกลายพันธุ์ที่อินเดีย โดยเฉพาะในตำแหน่ง “แอล452อาร์” เพื่อพิจารณาดูว่า ช่วยให้มันหลีกเลี่ยงการตรวจจับของภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือไม่
งานวิจัยชิ้นแรกยังไม่แล้วเสร็จ ชิ้นที่สอง ยังไม่ได้ผ่านการทบทวนทางวิชาการจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ เช่นเดียวกับชิ้นที่ 3 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ เคอิ ซาโตะ นักไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ยอมรับว่า ผลของการวิจัยอาจไม่สมบูรณ์เนื่้องจากข้อมูลที่ได้จากอินเดียมีน้อยมาก

เจเรมี พี. คามิล ชี้ให้เห็นนัยสำคัญของการศึกษาวิจัยด้านพันธุกรรมที่อินเดียเอาไว้ว่า

“นักวิทยาศาสตร์อินเดียไม่ได้ทำ หรือ แบ่งปันผลการจำแนกพันธุกรรมเชื้อได้ดีนัก ซึ่งน่าเสียดายเพราะการจำแนกพันธุกรรมเชื้อที่กำลังระบาดนี้ จะมีคุณค่าสูงมากที่สุดต่ออินเดีย แล้วก็ต่อนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ก็ต่อเมื่อมันถูกเผยแพร่ออกมาแบ่งปันกันตามเวลาจริงเท่านั้น”

เคอิ ซาโตะ เอง บอกเอาไว้ว่า ปัญหาเรื่องการขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากการแพร่ระบาดในอินเดีย “คือความกังวลใหญ่หลวงที่สุดของนักวิชาการในแวดวงไวรัสวิทยาทั่วโลกในยามนี้”

เกิดอะไรขึ้นกับนักวิทยาศาสตร์ของอินเดีย?

เดอะ ไวร์ นิตยสารวิทยาศาสตร์ของอินเดีย รายงานเอาไว้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ไม่ใช่ว่านักวิทยาศาสตร์อินเดียไม่ต้องการศึกษาวิจัยให้มากกว่า และดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ แต่เกิดปัญหามากมายขึ้นภายในระบบราชการของอินเดีย ชนิดที่ก่อให้เกิดอุปสรรคขึ้นนับไม่ถ้วนในกระบวนการทำงาน ตลอดจนเกิดการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์และงบประมาณที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อการนี้

กว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ก็ต้องรอจนถึงปลายเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลประกาศจัดตั้ง ซาร์ส-โควี-2 เจโนมิค คอนซอร์เทีย ขึ้น

ซึ่งสายเกินกว่าที่ช่วยบรรเทาให้การแพร่ระบาดระลอกสองของประเทศ ไม่ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเหมือนเช่นที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้

และยังคงทำให้ “บี.1.617” ยังคงกลายเป็น ปริศนา ที่น่ากังวลสำหรับโลกทั้งโลกต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หญิงหนัก 160 กก.ขายอาหารทะเลเสียชีวิตหลังเพื่อนติดโควิด
บทความถัดไปเมียนมายังกรุ่น! ระเบิดพัสดุบึ้มกลางหมู่บ้านดับ 5 ศพ รวมส.ส.พรรคซูจี กองทัพโจมตีหนักรัฐคะฉิ่น