เวียดนามปูพรมตรวจโควิดทั่วโฮจิมินห์ หวั่นสายพันธุ์ลูกผสม
สำนักข่าวเอพีและรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมว่า ทางการเวียดนามเตรียมตรวจหาเชื้อโดวิด-19 ในประชากรทั้ง 9-13 ล้านคนของนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของประเทศ ในอัตราการตรวจวันละ 100,000 คน ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน
ในขณะเดียวกันทางการนครโฮจิมินห์ก็ประกาศใช้มาตรการเข้มข้น ล็อกดาวน์ ห้ามออกนอกเคหสถานโดยไม่มีเหตุจำเป็น ต้องรักษาระยะห่างอย่างเคร่งครัด ห้ามชุมนุมกันเกิน 10 คน ในช่วง 15 วันนับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม โดยทางการของเมืองกำลังพิจารณาว่าควรลดจำนวน 10 คนลงให้เหลือ 5 คนหรือไม่ ขณะที่ร้านค้า ภัตตาคารและบริการอื่นๆ รวมทั้ง กิจกรรมทางศาสนาทั้งหมด ถูกสั่งระงับไปตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา
เอพีะระบุว่า นับตั้งแต่สิ้นเดือนเมษายนเรื่อยมา โควิด-19 ได้ระบาดไปแล้วใน 31 จังหวัดและเมืองใหญ่ โดยมียอดผู้ติดเชื้อรวม 4,000 ราย ซึ่งเกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดติดเชื้อสะสมของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นเป็น 7,107 ราย มีผู้เสียชีวิตรวม 47 ราย โดยมีการตรวจสอบพบว่า อย่างน้อย 36 รายในจำนวนนั้นติดเชื้อกลายพันธุ์ตัวใหม่ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่าง เชื้ออินเดียและเชื้ออังกฤษ ที่กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามยืนยันว่า “อันตรายอย่างมาก” เนื่องจากแพร่ระบาดทางอากาศได้ง่าย เพราะตัวเชื้อไปขยายพันธุ์สะสมอยู่เป็นจำนวนมากในบริโพรงจมูกและลำคอ
ทั้งนี้ พื้นที่ที่ถูกบังคับใช้มาตรการเข้มงวดเต็มที่คือ เขตก่อเวิ่้ป ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มนับถือศาสนาคริสต์โปรเตสแตนต์ นิกาย รีไววัล เอคเคลเซีย มิสชัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นศูนย์ของการแพร่ระบาดแบบกลุ่มก้อนรอบใหม่นี้ หลังตรวจสอบพบผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 145 รายเชื่อมโยงกับกลุ่มศาสนาแห่งนี้ ซึ่งเกือบเป็นทั้งหมดของยอดติดเชื้อของเมือง โดยสำนักข่าวเวียดนาม (วีเอ็นเอ) ระบุว่า คนในพื้นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและจะออกนอกบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
เอพีอ้างวีเอ็นเอระบุว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นคำร้องเพื่อจับกุมตัวคู่สามีภรรยาที่เป็นผู้นำกลุ่มศาสนานี้ ในข้อหา เป็นตัวการแพร่เชื้อโรคติดต่ออันตราย โดยระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มไม่ปฏิบัติตามระเบียบสาธารณสุขที่ประกาศใช้สำหรับการชุมนุมผู้คนเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้สาวกในนิกายนี้จะร่วมชุมนุมกันในพื้นที่แคบๆ เพื่อร่วมร้องเพลงและกล่าวคำตามความเชื่อ โดยไม่มีการสวมหน้ากากป้องกันและไม่มีการรักษาระยะห่างแต่อย่างใด
วีเอ็นเอ ระบุว่า ที่ผ่านมามีการตรวจหาเชื้อชาวบ้านในนครโฮจิมินห์ไปแล้ว 50,000 ราย ในขณะที่ยังมีผู้มีความเสี่ยงสูงจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้ออีกอย่างน้อย 62,000 ราย

