คอลัมน์ไฮไลต์โลก: สาวสิงคโปร์หนีแช่แข็งไข่เก็บไว้เมืองนอก
ดูจะเป็นเทรนด์นิยมของคู่รักหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไปเสียแล้ว ที่ยังไม่คิด หรือยังไม่พร้อมจะมีลูก ก็จะหันพึ่งนวัตกรรมทางการแพทย์ ด้วยการไปฝากไข่ ฝากน้ำเชื้ออสุจิ ตามสถานบริการทางการแพทย์ที่รับฝากเอาไว้ก่อน เผื่อวันไหนพร้อมมีลูก แม้เลยวัยเจริญพันธุ์ที่สมบูรณ์ไปแล้ว ก็ยังจะมีลูกได้
แต่หลายคนอาจเผชิญอุปสรรค อย่างผู้หญิงในสิงคโปร์ ที่ต้องการจะแช่แข็งไข่ตัวเองเก็บไว้ เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมด้วยเหตุปัจจัยแตกต่างกันไป แต่กลับทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะสิงคโปร์มีข้อกฎหมายห้ามแช่แข็งไข่เก็บไว้ แม้รัฐบาลสิงคโปร์พยายามกระตุ้นให้คู่แต่งงานมีบุตรก็ตาม ด้วยการหามาตรการจูงใจต่างๆ ตั้งแต่ การให้เงินโบนัสเพื่อมีลูก ไปจนถึงสนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากสิงคโปร์กำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำมากที่สุดชาติหนึ่ง
โดยปี 2020 สิงคโปร์มีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำเป็นประวัติการณ์ ที่ทารก 1.1 ต่อผู้หญิง 1 คน เมื่อเทียบกับอัตราการเจริญพันธุ์เฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 2.4
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนวิธีการนี้ชี้ว่าการแช่แข็งไข่เก็บไว้ อาจช่วยกระตุ้นอัตราการเกิดในประเทศได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยังคงอนุโลมให้ใช้วิธีการนี้ได้เฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพเท่านั้น เช่น ผู้หญิงที่กำลังรับการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง
แต่ฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนากลับห่วงวิตกว่าวิธีการแช่แข็งไข่ อาจจะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้หญิงสิงคโปร์แต่งงานช้าลงและมีบุตรช้ามากขึ้น นอกเหนือจากข้อห่วงกังวลอื่นๆทางด้านจริยธรรมและทางสังคมแล้ว
อุปสรรคนี้ส่งผลให้ผู้หญิงในสิงคโปร์ต้องพากันเดินทางไปฝากไข่ของตนเองเก็บไว้ในต่างประเทศที่ไม่มีข้อกฎหมายห้ามและมีสถานให้บริการทางด้านนี้อยู่แทน เช่น ในมาเลเซีย ไทย และ ออสเตรเลีย
อย่างที่ศูนย์เจริญพันธุ์เคแอล ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เผยว่า มีลูกค้าชาวสิงคโปร์เดินทางมาใช้บริการรับคำปรึกษาและเก็บไข่แช่แข็งไว้ที่ศูนย์เพิ่มมากขึ้น โดยก่อนที่จะมีการปิดพรมแดนหลังโควิด-19 ระบาด มีผู้หญิงสิงคโปร์มารับบริการที่ศูนย์แห่งนี้ราว 3-6 รายต่อปี
อย่างไรก็ดีไม่มีตัวเลขทางการว่ามีผู้หญิงจากสิงคโปร์เดินทางไปฝากไข่แช่แข็งไว้ในต่างประเทศจำนวนเท่าใด รู้แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางเสียงเรียกร้องในสิงคโปร์ที่ดังขึ้นให้รัฐบาลคลายกฎห้ามแช่แข็งไข่!

