กต.แจงเหตุงดออกเสียงข้อมติเมียนมาในยูเอ็น ชี้ต้องเร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ทุกฝ่ายหันมาเจรจา

กต.แจงเหตุงดออกเสียงข้อมติเมียนมาในยูเอ็น ชี้ต้องเร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้ทุกฝ่ายหันมาเจรจา

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวที่ไทยงดออกเสียงในการลงคะแนนเพื่อรับรองข้อมติสมัชชาสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่นในนครนิวยอร์กว่า ข้อมติดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยหลายประการที่มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมาซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคงของไทยด้วย
นายธานีกล่าวว่า ข้อมติดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดเห็นของคนที่ไม่ได้มีพรมแดนติดกับเมียนมากว่า 2,400 กิโลเมตร เหมือนไทย และมิได้มีประชาชนที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประชาชนเมียนมาในหลายๆ ระดับมาเป็นเวลาช้านาน เช่นเดียวกับไทย ซึ่งหมายถึงว่าเหตุการณ์ความรุนแรงและการสู้รบในเมียนมามีผลด้านความมั่นคงโดยตรงต่อไทยมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป การกระทําทุกอย่างของประเทศไทยจึงต้องกระทําอย่างรอบคอบอย่างยิ่ง และต้องคํานึงผลที่จะตามมาในทุกๆ ด้าน
นายธานีกล่าวต่อว่า ข้อมติดังกล่าวยังไม่ได้คํานึงถึงความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของเมียนมา และสถานการณ์จริงๆ ในเมียนมาทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์วันที่ 1 กุมภาพันธ์ปีนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน  สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อขบวนการสันติภาพในเมียนมาที่แท้จริงนั้นคือการที่ทุกฝ่ายต่างมีความขัดแย้งทางการเมืองอันนําไปสู่ความเจ็บแค้น และไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันสูงมาก และต่างฝ่ายต่างก็หันไปใช้อาวุธและความรุนแรงในการแก้ปัญหา ดังนั้น สิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องทําเพื่อนําไปสู่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงนั้น จึงมิใช่เพียงแค่กล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดว่าเป็นฝ่ายผิด หรือประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือกระทําการใดๆ ที่เป็นการสนับสนุนให้ความขัดแย้งบานปลายไปเรื่อยๆ อันจะรังแต่จะเพิ่มความเกลียดชังและความโกรธแค้นของทุกฝ่ายให้มากขึ้นจนทําให้ความขัดแย้งในปัจจุบันไม่สามารถระงับดับลงได้โดยสันติวิธีได้อีกต่อไป
“แทนที่จะกระทําการประณามแต่อย่างเดียว โดยไม่คํานึงถึงผลเสียหลายประการที่จะตามมานานับประการนั้น สิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องทําคือหาวิธีทางสันติสุขที่จะสยบการสู้รบให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยเร่งเรื่องการหาวิธีการหรือขบวนการที่จะฟื้นฟูและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจของทุกๆ ฝ่ายในเมียนมาให้กลับคืนมาให้ได้ในระดับหนึ่ง และเร่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับทุกๆ ฝ่าย ที่กําลังขัดแย้งกันอยู่ในเมียนมาในขณะนี้ให้หันหน้ากลับมาเจราจากันได้ เพราะทุกฝ่ายสามารถยอมรับและเห็นพ้องกันได้ว่า การใช้ความรุนแรงไม่ได้นําไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ และการสู้รบจะไม่นํามาซึ่งชัยชนะของฝ่ายตนหรือฝ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะนํามาก็แต่ความพ่ายแพ้หายนะของประชาชนเมียนมา ซึ่งจะต้องประสบความลําบากยากแค้นแสนสาหัส อันเนื่องมาจากการสู้รบที่ยืดเยื้อ ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหาเลย ดังนั้น ประชาคมโลกจึงไม่ควรกระทําการใดๆ ที่เสมือนโยนเชื้อไฟเพิ่มเข้าไปในกองเพลิง” นายธานีกล่าว
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ข้อมติดังกล่าวมิได้สะท้อนถึงเจตนารมณ์และความพยายามของอาเซียน ซึ่งกําลังดําเนินอยู่แล้วในการแก้ปัญหาความไม่สงบในเมียนมาซึ่งเป็นประเทศสมาชิกหนึ่งของอาเซียน โดยที่ในการประชุมผู้นำอาเซียนสมัยพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ก็ได้มีฉันทามติเรื่องขั้นตอนและองค์ประกอบ 5 ประการ อันจะนําไปสู่สันติสุขในเมียนมาได้และกําลังดําเนินการอยู่แล้ว โดยตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าทุกฝ่ายของความขัดแย้งในเมียนมาเท่านั้นที่จะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในเมียนมาเอง
นายธานีกล่าวว่า ไทยเชื่อว่าไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่ประชาคมโลกสามารถมีบทบาทที่สำคัญในการสร้างบรรยากาศหรือสภาวะที่เอื้ออำนวยให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งในเมียนมา หันหน้ามาเจรจากันได้ และมิให้กลับไปใช้กำลังต่อสู้ประหัตประหารกันมากขึ้น และสร้างอนาคตที่เมียนมาจะไม่ต้องกลับไปมีความขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอีก
นายธานีกล่าวอีกว่า สิ่งที่ไทยห่วงกังวลและให้ความสําคัญที่สุดคือประชาชนชาวเมียนมา ผู้ซึ่งเป็นผู้รับเคราะห์จากการสู้รบจากความขัดแย้งทางการเมืองของหลายฝ่ายในเมียนมามาเป็นเวลาช้านานแล้ว และความลําบากยากเข็ญนั้นกําลังทวีความรุนแรงขึ้นตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นปกติสุข สามารถทํามาหาเลี้ยงชีพ มีกินมีใช้เยี่ยงประชาชนในประเทศอื่นๆ รอบข้าง ซึ่งไทยไม่เห็นว่าร่างมติดังกล่าวเป็นแนวทางที่แท้จริงที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนที่ชาวเมียนมาแสวงหาแต่อย่างใด
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวด้วยว่า ในส่วนของประเทศไทย เราได้ดําเนินการเพื่อนําไปสู่สันติภาพในเมียนมาอยู่แล้วในหลายๆ ทาง ทั้งที่ร่วมกับอาเซียน ทั้งในภาคทวิภาคี และพหุภาคี และไทยไม่เคยนิ่งนอนใจหรือดูดาย ในเรื่องความไม่สงบในเมียนมา และการดําเนินการเหล่านั้นมิได้มีเจตนาแอบแฝงใดๆ นอกจากจะทําสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ อันจะทําให้ทุกฝ่ายเข้ามาสู่ขบวนการเจรจาสันติภาพเพราะนั่นคือวิธีเดียวเท่านั้นที่จะยุติความไม่สงบในเมียนมาได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โควิดไทยวันนี้ ติดเชื้อพุ่ง 3,682 ราย เสียชีวิต 20 
บทความถัดไปเปิดใจพยาบาล รับบทครูจำเป็นโรงเรียนโควิดวิทยา สอนการบ้านเด็กในห้องความดันลบ