อีก 1 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะได้มีโอกาสต้อนรับประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 33 ประเทศทั่วทวีปเอเชีย ซึ่งจะเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue – ACD) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม 2559 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุม หลายคนคงไม่ทราบว่ากรอบความร่วมมือเอเชียนี้ริเริ่มโดยประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 จนถึงขณะนี้มีพัฒนาการในหลายๆ ด้าน และได้ยกระดับเป็นเวทีที่ผู้นำของประเทศเอเชียได้มาพบและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และประสบการณ์ นำไปสู่กิจกรรมที่มุ่งให้เอเชียเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความเชื่อมโยงกัน
การประชุมสุดยอด ACD จัดขึ้นทุก 3 ปี ในครั้งนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ คูเวตเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด ACD ครั้งแรกในปี พ.ศ.2555 ช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ประเทศสมาชิก ACD ไม่ได้พบกันมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะมาสนทนากันในสภาวะที่เอเชียกำลังเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลก โดยประเทศไทยมีความภูมิใจในการจัดประชุมสุดยอด ACD ครั้งนี้ ในปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นพระบิดาของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งที่การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญ

ประเทศที่จะมาร่วมการประชุมสุดยอด ACD ครอบคลุมประเทศเอเชียเกือบทั้งหมดจากตะวันตกสู่ตะวันออก และจากเหนือจรดใต้ของทวีป แม้เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่มีความแตกต่างทั้งในระดับการพัฒนา ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและภาษา เอเชียก็ยังสามารถใช้จุดต่างสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกันได้มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีความทั่วถึงและเท่าเทียม
การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่ง การขยายการค้าการลงทุน การไปมาหาสู่ของประชาชนระหว่างกัน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งหวังจะให้ทุกภาคส่วนรวมถึงเอกชนและภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในความร่วมมือของเอเชีย เพื่อความสมบูรณ์พูนสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน ขณะนี้ไทยมีการขยายตัวทางธุรกิจไปสู่ทวีปเอเชียและทวีปอื่นๆ เป็นอย่างมาก ความร่วมมือใน ACD จึงน่าที่จะสนับสนุนให้ไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีพลวัตได้ในทุกมิติ
ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนมานานแล้ว จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและโครงการตามแนวพระราชดำริจำนวนหลายพันโครงการที่มีอยู่ทั่วประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น การพบปะพูดคุยของผู้นำรัฐบาลประเทศต่างๆ ในการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 2 จะเน้นเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นหัวข้อการหารือในสหประชาชาติ ภายใต้หัวข้อ ACD Vision for Asia Cooperation 2030 สนับสนุนการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน และนำไปสู่การสร้างประชาคมเอเชียในอนาคตให้เป็นภูมิภาคที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีการพัฒนาทุนมนุษย์ และมีความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ โดยให้ความร่วมมือใน 6 เสาหลักที่เน้นความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้แก่ เรื่องความเชื่อมโยง ซึ่งไทยได้ผลักดันให้ ACD ส่งเสริมการเชื่อมโยงในเอเชียทั้งในด้านเส้นทางคมนาคมขนส่ง พลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมที่จีนริเริ่ม หรือที่เรียกกันว่า One Belt One Road โดยคำนึงว่าอนุภูมิภาคในเอเชียมีเส้นทางคมนาคมของตัวเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่ ACD จะมาต่อภาพการเชื่อมโยงระหว่างกันในทุกๆ มิติให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้การค้าขาย ไปมาหาสู่ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม หลายประเทศในเอเชียมีความโดดเด่นในการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มีนวัตกรรมที่ไม่แพ้ใคร มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และอีกหลายๆ ประเทศในเอเชียก็มีศักยภาพที่จะเสริมกันและกันได้ดียิ่งขึ้น การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้ความสำคัญมากกับคนเพื่อไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และอุตสาหกรรม 4.0 การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและการยกระดับมาตรฐานของวิชาชีพหลักๆ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ตรงกับเป้าหมายของเอเชียมากขึ้น
ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และน้ำ พลังงานสะอาด การใช้พลังงานทดแทน การประหยัดพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญของการเพิ่มคุณภาพชีวิตและรักษาสภาพแวดล้อมของทวีปเอเชียเพื่อให้เกิดความยั่งยืน วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ไทยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำกิจกรรม ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเอเชีย การที่เอเชียมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็น win-win situation ทุกประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน
การส่งเสริมแนวทางสู่การพัฒนาที่ทั่วถึงและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ค.ศ.2030 แต่ละเรื่องที่จะมีการหารือกันในการประชุมสุดยอด ACD ที่ประเทศไทยในครั้งนี้ล้วนมีความเกี่ยวโยงกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน และเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนไทยและประชาชนในทวีปเอเชีย การประชุมจะให้ความสำคัญและขยายบทบาทของภาคเอกชนใน ACD ในการขับเคลื่อนความร่วมมือที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้การเชื่อมโยงระบบการเงินและแหล่งเงินทุนในทวีปเอเชียนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้แก่นักธุรกิจของไทยที่ต้องการขยายการค้า การลงทุน ให้กว้างขวางขึ้นในทวีปเอเชีย
การประชุม ACD Connect Business Forum ซึ่งจะจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 2 นี้จึงเป็นมิติใหม่ที่เพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเชื่อมโยงทางธุรกิจของเอเชียต่อไปในอนาคต
ผู้นำประเทศเอเชียจะมาพบกันในการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 2 ในสภาวะที่โลกมีความวุ่นวายในหลายด้าน อาทิ ภัยก่อการร้าย ปัญหาผู้อพยพหนีภัยข้ามประเทศ เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี โลกกำลังหมุนเข้าสู่การผลิตในยุคใหม่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในเอเชียยังก้าวตามไม่ทัน ระบบการเงินโลกมีความซับซ้อน เอเชียจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียถือว่าสูงสุดในโลก น้อยประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ
ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย แต่เศรษฐกิจไทยยังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การประชุมสุดยอด ACD ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มพลวัตและความร่วมมือในทวีปเอเชียให้มีความชัดเจนมากขึ้นต่อการค้าขาย การลงทุน ท่องเที่ยว เส้นทางคมนาคม การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน
ยิ่งประเทศในเอเชียหันหน้ามาร่วมมือกันมากขึ้น ยิ่งจะสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชนในเอเชีย และย่อมจะส่งผลดีต่อการสร้างความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทยต่อไป
กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเชิญคนไทยมาร่วมกันให้การต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆ ในเอเชียที่จะมาเข้าร่วมการประชุม ACD Summit ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคมศกนี้

