วิจัยฮ่องกงชี้ วัคซีนไบออนเทคให้ภูมิต้านโควิดสูงกว่าซิโนแวคถึง 10 เท่า แนะฉีดเข็มกระตุ้น
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกง(เอชเคยู) ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 พบว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนของไบออนเทค บริษัทสัญชาติเยอรมันที่พัฒนาวัคซีนนี้ร่วมกับบริษัทไฟเซอร์ของสหรัฐอเมริกานั้น มีระดับแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงกว่าการฉีดวัคซีนซิโนแวคของจีนถึง 10 เท่า
ผลการศึกษานี้ที่สะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลที่มีความแตกต่างมากขึ้นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน เป็นการศึกษาของคณะนักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยฮ่องกง ที่ทำการศึกษาจากบุคลากรสาธารณสุขจำนวน 1,442 คน โดยงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Lancet Microbe เมื่อวันพฤหัสฯ(14 ก.ค.)ที่ผ่านมา
ทีมนักวิจัยระบุว่า แอนติบอดีไม่เพียงเป็นมาตรวัดความสำเร็จของวัคซีนในการต่อสู้กับโรคโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ยังเตือนว่าความแตกต่างของระดับความเข้มข้นของแอนติบอดีที่ยับยั้งการขยายตัวของเชื้อโรคที่ทีมนักวิจัยพบในการศึกษาครั้งนี้นั้น อาจแปลความได้ถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในประสิทธิภาพของวัคซีน
โดยผลการศึกษานี้พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค จะมีระดับแอนติบอดีพอๆกันหรือต่ำกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดและเอาชนะกับโรคโควิดมาได้สำเร็จ
การศึกษานี้ได้เพิ่มหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆที่ชี้ว่าวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA อย่างเช่นวัคซีนของไบออนเทคและของโมเดอร์นา สามารถป้องกันไวรัสโคโรนาและเชื้อกลายพันธุ์ได้ดีกว่า วัคซีนที่พัฒนาขึ้นโดยใช้วิธีแบบดั้งเดิม เช่น การใช้ไวรัสเชื้อตาย
ทั้งนี้วัคซีนที่ใช้วิธีการแบบดั้งเดิมนั้นมีต้นทุนถูกกว่าในการผลิต และยังมีเรื่องของการขนส่งและการเก็บรักษาที่ยุ่งยากน้อยกว่า วัคซีนแบบนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับโรคระบาดในประเทศที่ร่ำรวยน้อย
เบน คาวลิง นักระบาดวิทยาและหนึ่งในผู้เขียนรายงานการศึกษานี้ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีประชาชนยังควรฉีดวัคซีนซิโนแวค หากไม่มีทางเลือกอื่น เพราะการมีการป้องกันบ้าง ดีกว่าที่จะไม่มีเสียเลย “เป็นการดีกว่าอย่างชัดเจนในการฉีดวัคซีนเชื้อตายดีกว่าจะรอไปโดยงไม่ได้ฉีดวัคซีน” นายคาวลิงกล่าว
ทีมนักวิจัยฮ่องกงระบุอีกว่า ข้อมูลการศึกษาของพวกเขาได้ให้ข้อเสนอแนะถึงยุทธศาสตร์ทางเลือก เช่น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอาจมีความจำเป็นเพื่อเพิ่มการป้องกันโรคสำหรับกลุ่มผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนซิโนแวคไปแล้ว ซึ่งนายคาวลิงกล่าวด้วยว่า การจะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่อใดนั้น เป็นสิ่งที่พวกเขาจะทำการศึกษาต่อไป
“สิ่งสำคัญแรกสุดคือการฉีดเข็มกระตุ้นให้กับผู้ได้รับวัคซีนซิโนแวค ขณะที่การฉีดเข็มกระตุ้นให้กับผู้ได้รับวัคซีนไบออนเทคนั้น อาจจะยังไม่ถึงขั้นเป็นสิ่งเร่งด่วน
ทั้งนี้ฮ่องกงได้ใช้ทั้งวัคซีนของไบออนเทคและของซิโนแวคในการกระจายฉีดให้กับประชาชน และแม้ฮ่องกงจะมีวัคซีนมากเพียงพอ แต่การกระจายฉีดวัคซีนให้กับประชาชนยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยมีชาวฮ่องกงเพียงแค่ 28% เท่านั้นของประชากรที่มีราว 7.5 ล้านคน ที่ฉีดวัคซีนครบสองโดสแล้ว
และจนถึงขณะนี้ฮ่องกงได้ฉีดวัคซีนไบออนเทคไปแล้วราว 2.6 ล้านโดส และวัคซีนซิโนแวค 1.8 ล้านโดส

