“ยูเอ็น” แฉ รัฐบาลทหารเมียนมาฆ่าเด็กไปแล้ว 75 ราย จับขังอีก 1,000 คน

16.07.21 | 17:58 น.
(AP Photo/File)

“ยูเอ็น” แฉ รัฐบาลทหารเมียนมาฆ่าเด็กไปแล้ว 75 ราย จับขังอีก 1,000 คน

เอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า นาง มิคิโกะ โอตานิ ประธานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมนี้เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีเด็กๆ ชาวเมียนมาถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ฆ่าตายไปแล้ว 75 ราย อีกราว 1,000 คนถูกจับกุมคุมขัง

“เด็กๆ ชาวเมียนมา กำลังตกอยู่ในวงล้อมและเผชิญกับการสูญเสียถึงชีวิต เพราะการรัฐประหารครั้งนี้” ถ้อยแถลงดังกล่าวระบุ โดยเสริมว่า “เด็กๆ พบเห็นและต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรงแบบไม่เลือกหน้า, การสุ่มยิงด้วยอาวุธปืน และพบเจอการจับกุมตามอำเภอใจอยู่ทุกวัน”

นางโอตานิระบุในแถลงการณ์ต่อว่า “เด็กเหล่านี้ถูกผู้ใหญ่ใช้ปืนจี้เข้าใส่ และได้เห็นสิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับผู้เป็นพ่อแม่ และบรรดาญาติพี่น้อง” ซึ่งทั้งหมดนั้นถือเป็นพฤติกรรมที่ล่วงละเมิดบทบัญญัติตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก (the Convention on the Rights of the Child) ซึ่งเมียนมาลงนามเป็นภาคีในปี 1991

ทั้งนี้ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กของยูเอ็น ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็ก 18 คน ที่ยูเอ็นจัดตั้งบึ้นเพื่อติดตามตรวจสอบการบังคับใช้ความตามอนุสัญญาฯ โดยคณะกรรมการฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า ขอประนามพฤติกรรมการสังหารเด็กๆ ของทหารและตำรวจภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทหาร โดยชี้ให้เห็นว่า “เหยื่อบางรายถูกฆ่าภายในบ้านตัวเอง”

เอเอฟพีระบุว่า คณะกรรมการฯยังได้ยกกรณีของ เด็กหญิง 6 ขวบซึ่งถูกตำรวจยิงเข้าที่หน้าท้อง ในเมืองมัณฑเลย์ และยังได้ประนามการกักขังเด็กๆ ไว้ตามใจชอบทั้งที่สถานีตำรวจ, ในเรือนจำ และศูนย์ควบคุมตัวของค่ายทหารอีกด้วย รวมถึงชี้ให้เห็นว่า มีรายงานที่บ่งชี้ว่า ทหารทางการเมียนมา อาศัยการจับกุมเด็กๆ เป็นตัวประกันเมื่อไม่สามารถตามจับกุมพ่อแม่ของเด็กได้ โดยยกตัวอย่างกรณีของเด็กหญิง 5 ขวบในมัณฑเลย์ซึ่งผู้เป็นพ่อเป็นกลุ่มจัดตั้งการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลทหารอีกด้วย

Advertisement

ในเวลาเดียวกัน ทีมผู้เชี่ยวชาญยังแสดงความกังวลต่อการที่การรัฐประหารทำให้เด็กๆ เป็นจำนวนมากถูกปิดกั้นจากการได้รับการเยียวยาทางการแพทย์ที่จำเป็นและไม่สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนในโรงเรียนได้ ขณะที่การเข้าถึงน้ำสะอาดและอาหารสำหรับเด็กในพื้นที่ชนบทก็สะดุดลง ในขณะที่มีรายงานที่เชื่อถือได้ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของทางการเข้ายึดโรงพยาบาล, โรงเรียน และสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง และก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นในเวลาต่อมา

“หากวิกฤตนี้ยังคงดำเนินต่อไป เด็กๆ เมียนมาทั้งเจเนอเรชัน จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ได้รับผลกระทบจากการขาดการศึกษาและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ถูกปิดกั้นจากภาวะสุขภาพสมบูรณ์และเปี่ยมผลิตภาพในอนาคต” นางโอตานิ เตือนในที่สุด