อนาคตเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก ในทศวรรษที่ 21 (1)

19.07.21 | 05:48 น.

อนาคตเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก ในทศวรรษที่ 21 (1)

///

หมายเหตุ “มติชน” เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก : ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อร่วมกันระดมสมอง วางแผนเศรษฐกิจไทยให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงานและผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ดำเนินรายการโดย นายอนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาสรุปให้ได้รับทราบกัน

///

๐ทิศทางเศรษฐกิจโลกใน 10 ปีข้างหน้า เหตุการณ์ในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างไรและเราจะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งในเชิงนโยบายและโครงสร้าง

ดร.พิพัฒน์ – ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก จากสถานการณ์โควิด-19 แต่ทางออกที่สำคัญที่สุดคือนโยบายด้านวัคซีนเพื่อให้คนกลับมามีชีวิตปกติให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้เรายังเห็นความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาอยู่มาก โดยเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและจีนเริ่มกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

Advertisement

2.การเร่งแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีจะเป็นประเด็นที่สำคัญใน 10 ปีข้างหน้า หลังจากที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานบริการหรืองานที่ต้องมีการพบปะผู้คนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือสหรัฐออกกฎหมายนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นในเรื่องการแข่งขันกับจีนในด้านเทคโนโลยีและเร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดัคเตอร์ 5จี ไบโอเทค เอไอ และอื่นๆ สรุปคือในอนาคตใครที่คุมเทคโนโลยีได้ก็เป็นมหาอำนาจของโลกได้ ฉะนั้นไทยต้องเตรียมความพร้อมให้มีความสามารถในการรับเทคโนโลยีใหม่ๆจะได้แข่งขันกับเวทีโลกได้

3.ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนซึ่งสู้กันในหลายมิติทั้งทางเทคโนโลยี การค้า ตลาดทุน สิทธิมนุษยชน แนวความคิด และภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอาจทำให้เกิดห่วงโซอุปทานที่แยกฝั่งซึ่งอาจส่งผลให้ไทยต้องเลือกข้าง

ประเด็นเรื่องข้อตกลงทางการค้ามีความสำคัญอย่างมาก โดยในข้อตกลงทางการค้าต้องไม่ได้มีแค่การลดภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจในมิติต่างๆ เช่น เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิมนุษยชนและการคอรัปชั่น ทั้งนี้การที่ไม่ได้เข้าร่วมความร่วมมือทางเศรษฐกิจก็ทำให้เรามีต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ไทยมีข้อตกลงทางการค้ากับตลาดที่สำคัญอย่างยุโรปหรือสหรัฐค่อนข้างน้อยซึ่งต่างกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม อย่างไรก็ตามการเข้าร่วมข้อตกลงทางเศรษฐกิจเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ฉะนั้นเราจะบาลานซ์ข้อดีและข้อเสียของการเข้าร่วมความร่วมมือทางการค้าอย่างไรและจะช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างไร

4.ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่หลายประเทศให้ความสำคัญและจะต้องมีการพูดถึงคำมั่นหรือกระบวนการต่างๆ ที่จะส่งผลต่อการค้าการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องดูว่าเราจะทำอย่างไรที่ให้ไทยเป็นเป้าหมายในการลงทุนได้อีกครั้ง หลังจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ใช่ต้องการแรงงานราคาถูกอย่างเดียว ท่ามกลางความท้าทายที่กำลังเข้ามา อย่างเรื่องโครงสร้างประชากรที่ประชากรวัยทำงานจะลดลง

ทำอย่างไรไทยจึงจะกลับมาเป็นจุดสนใจ การเตรียมความพร้อมในความสามารถการแข่งขันอย่างไร ทรัพยากรทางการคลัง จะทำยังไงให้มีการลงทุนมากขึ้น มีความหลากหลายและมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการแข่งขันระหว่างประเทศ มหาอำนาจ การแบ่งฝั่งในเรื่องการค้าการลงทุนและเทคโนโลยี เราจะทำอย่างไร ยังคงเป็นคำถาม

ดร.กิริฎา – โควิด-19 เป็นเหตุการณ์ที่เร่งให้เราต้องพัฒนาเทคโนโลยี สหรัฐกับจีนยังคงทำสงครามทางการค้าและสงครามเทคโนโลยี และจากการประชุมจี 7 ก็จะเห็นได้ว่าโลกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตกกับฝั่งจีน ข้อมูลที่น่าสนใจที่ไทยควรรู้คือ 1.ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งสามารถผลิตวัคซีนได้เองหรือได้วัคซีนก่อนชาติอื่นๆ สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ก่อน เช่นสหรัฐกับจีน นอกจากนี้ขนาดของเศรษฐกิจของจีนก็ขยายตัวมากขึ้นไล่ตามสหรัฐมาติดๆ และจีนก็ขยายอิทธิพลไปผ่านนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และ Made in China 2025 ที่กำหนดว่าภายในปี 2025 จีนจะเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี 10 ตัวหลักๆ โดยจะขายเทคโนโลยีเหล่านี้ในตลาดโลกมากกว่าตลาดในประเทศให้ได้ จึงทำให้สหรัฐเกรงกลัวจีน และล่าสุดจะเห็นว่าจีนมีการจดลิขสิทธิ์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง เอไอ วีอาร์ โดรนมากที่สุดในโลก มีเพียงควอนตัมคอมพิวติงเท่านั้นที่สหรัฐมีการจดลิขสิทธิ์มากกว่า จึงเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน อย่างที่เห็นในกฎหมายของสหรัฐ นโยบายเกี่ยวกับติ้กต็อกในสหรัฐ และไบเดนได้เพิ่มหัวเว่ยเข้าไปในบัญชีดำ (Entity List) ซึ่งห้ามให้บริษัทด้านเทคโนโลยีระดับสูงของสหรัฐทำการขายสินค้าให้กับบริษัทที่อยู่ในรายชื่อนี้ โดยหัวเว่ยได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะต้องพึ่งพาเซมิคอนดัคเตอร์จากสหรัฐ จึงทำให้หัวเว่ยผลิตโทรศัพท์ไม่ได้และทำให้ 5G ของหัวเว่ยถูกดีเลย์ นอกจากนี้ยังมีการกีดกันนักศึกษาจีนที่จะเข้าไปทำงานในสหรัฐด้วย

การเปลี่ยนแปลงหลังสงครามด้านเทคโนโลยี ได้แก่ Critical Technology, Critical Infrastructure และ Sensitive Personal Data นี่เป็น 3 เรื่องที่สหรัฐและจีนจะสู้กัน วิธีที่สหรัฐใช้เพื่อกีดกันการลงทุนคือ หากบริษัทต่างชาติจะมาลงทุนในสหรัฐต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลก่อนจึงจะเข้ามาลงทุนได้เนื่องจากสหรัฐกลัวว่าจะมาขโมยข้อมูลลับ และถ้าบริษัทสหรัฐจะลงทุนในบริษัทจีน 59 บริษัทนี้ก็ไม่สามารถทำได้เพราะบริษัทเหล่านี้อยู่ในแบล็กลิสต์ ส่วนเรื่องสงครามการค้า มีการตั้งกำแพงภาษีและการนำบริษัทจีนเข้า Entity List สิ่งที่จะกระทบกับไทยคือการใช้เซมิคอนดัคเตอร์ เพราะใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคมากขึ้น วิธีการกีดกันของสหรัฐคือ สหรัฐไม่ให้วัตถุดิบเซมิคอนดัคเตอร์กับจีน และไม่ขายเซมิคอนดัคเตอร์ให้จีน นอกจากนี้โรงงานก็ไม่พออีกด้วย ผลกระทบต่อไทยคือในอนาคตไทยจะขาดเซมิคอนดัคเตอร์สำหรับใช้ในรถเพราะไทยผลิตรถ

ต่อมาคือเรื่อง Critical Infrastructure อย่างเรื่อง 5G ที่สหรัฐพยายามสกัดกั้นการใช้เทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย โดยสหรัฐขอให้ชาติพันธมิตรไม่ใช้ 5G ของหัวเว่ย เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ ออสเตรเลีย นอกจากนี้ประเทศใดที่ไม่ใช้เทคโนโลยี 5G ของจีน สหรัฐจะให้เงินสนับสนุน

ทางยุโรปก็เริ่มรู้สึกว่าจีนเข้ามาเอาเทคโนโลยีของยุโรปแล้วเหมือนกัน เช่น การที่บริษัทจีนเข้าซื้อบริษัทคูก้า บริษัทที่มีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับสูงของเยอรมันในราคาที่สูงมากจนบริษัทยุโรปอื่นสู้ไม่ได้ จึงทำให้บริษัทมีเดียจากประเทศจีนได้เทคโนโลยีนี้ไป โดยบริษัทดังกล่าวมีความร่วมมือกับบริษัทที่อยู่ในการดูแลของกองทัพจีนอีกด้วย จึงทำให้ยุโรปเริ่มหวากกลัวว่าจีนจะมาเอาเทคโนโลยีของยุโรปไป นอกจากนี้ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่นก็เริ่มกังวลกับจีนแล้วเช่นเดียวกัน

ในอนาคตห่วงโซ่อุปทานของสินค้าไฮเทคจะแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ทั้งในเรื่อง semiconductor ,infrastructure, internet ,digital economy และ regulation ในอนาคตไทยอาจต้องเลือกว่าจะใช้ระบบของตะวันตกหรือของจีน ซึ่งถือเนเรื่องที่จำเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต

ดร.บัณฑูร – กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการพัฒนาตามกรอบ SDGs ของไทยว่า สหประชาชาติได้ส่งสัญญาณถึงประชาคมโลก ว่าต้องเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการพัฒนาผ่านการออก SDGs ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาแบบใหม่

SDGs เชื่อมโยงกับไทยอย่างในกฎหมายของไทยมาตรา 65 ก็มีบัญญัติไว้เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาซึ่งเชื่อมโยงกับ SDGs นอกจากนี้จากรายงานของการพัฒนาอย่างยั่งยืนไทยอยู่ในอันดับ 43 ที่ 1 ของอาเซียน ส่วนใหญ่ได้คะแนนดีแต่ไทยถูกหักคะแนนจากการส่งออกสารเคมีกำจัดศัตรูพืช การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ อุบัติเหตุบนท้องถนนและอีกหลายเรื่อง นอกจากนี้ไทยยังมีคณะกรรมการเชื่อมโยงกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมายอีกด้วย