หน้าแรก ต่างประเทศ นักวิจัยเตือน...

นักวิจัยเตือน‘โรคศีรษะเล็ก’แพร่ระบาดทั่วโลก หลังพบซิกาในหลายพื้นที่มากขึ้น

16.09.16 | 12:30 น.
AFP PHOTO / LILLIAN SUWANRUMPHA

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทีมนักวิจัยจากบราซิลและอังกฤษเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า โลกควรจะต้องเตรียมรับมือกับการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างของโรค “ไมโครเซฟาลี” หรือภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด ซึ่งทำให้เด็กที่เกิดมามีพัฒนาการทางสมองผิดปกติ จากการที่เชื้อไวรัสซิกาซึ่งเป็นสาเหตุของโรคนี้ เริ่มแพร่ระบาดในหลายประเทศมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มดังกล่าวระบุว่า ค้นพบหลักฐานเพิ่มเติมว่าไวรัสซิกาเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางประสาท ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงที่ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างในวงการแพทย์

ผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กแรกเกิดในบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากโรคระบาดทั้ง 2 อย่าง พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กทารก 32 รายในบราซิลที่มีอาการศีรษะเล็กตรวจพบเชื้อไวรัสซิกาอยู่ในเลือดหรือน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ขณะที่เด็กแรกเกิด 62 รายที่เกิดมาปกติตรวจไม่พบไวรัสซิกาในเลือดเลยแม้แต่รายเดียว

ทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุไว้ในผลการวิจัยดังกล่าวที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารโรคติดเชื้อแลนเซตว่า ความเชื่อมโยงที่เห็นได้ชัดเจนนี้ นำไปสู่ข้อสรุปว่าการแพร่ระบาดของภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิดนี้เป็นผลมาจากการติดเชื้อไวรัสซิกา

ทีมนักวิจัยระบุว่า “หากว่าเรื่องนี้เป็นสาเหตุ เราคงต้องเตรียมตัวรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคศีรษะเล็กที่จะขยายไปยังพื้นที่ที่มีแนวโน้มว่าไวรัสซิกาจะแพร่ระบาด”
“ขอแนะนำว่า เราควรต้องเตรียมตัวรับมือการแพร่ระบาดของโรคศีรษะเล็กและอาการผิดปกติแต่กำเนิดอื่นๆ ที่มาจากการติดเชื้อไวรัสซิกา” ทีมนักวิจัยระบุ และยังแนะนำด้วยว่า ให้เพิ่มซิกาเข้าไปในหมวดโรคติดเชื้อแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างการคลอด

Advertisement

แต่นอกจากความเชื่อมโยงกับโรคศีรษะเล็กแล้ว ยังพบว่าซิกามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร (จีบีเอส) หรือโรคปลายประสาทอักเสบติดเชื้อเฉียบพลันในผู้ใหญ่ที่พบได้ไม่บ่อยครั้งนัก ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (ฮู) ระบุว่า ในระหว่างช่วงการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของไวรัสซิกาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางปี 2558 ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 1.5 ล้านคน และพบทารกที่เป็นโรคศีรษะเล็ก 1,600 คน

ทั้งนี้ ไวรัสซิกาแพร่ระบาดโดยมียุงเป็นพาหะ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลด้วยว่ายังอาจสามารถติดต่อผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่พบได้น้อยครั้งมาก และในคนส่วนใหญ่ซึ่งรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ ผู้ติดเชื้อซิกาจะไม่มีอาการที่เป็นอันตรายหรือมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไวรัสชนิดนี้