“บูสเตอร์ ช็อท”
กับความเป็นจริงของวัคซีน
โลกต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 คนไทยเองต่อสู้กับการระบาดของโรคร้ายนี้มาหลายระลอก แล้วก็กำลังเผชิญกับระลอกที่หนักหนาสาหัสที่สุดอยู่ในเวลานี้
ทั่วทั้งโลก สูญเสียผู้คนไปใน “สงครามโรค” หนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว กว่า 4 ล้านคนแล้วที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับโควิด-19 ไปจนถึงขณะนี้ แล้วก็ยังมีผู้เสียชีวิตต่อเนื่องอยู่ทุกวัน
เมื่อไหร่ เราถึงจะสามารถ “ควบคุม” การแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้ให้อยู่ในกำมือได้
เคยมีผู้พยายามตอบคำถามที่ทุกคนอยากรู้คำตอบใจจะขาดนี้เอาไว้ โดยอาศัยการทำแบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์
คำตอบที่ได้ก็คือ ภายใต้สถานการณ์สมมุติ “ที่ดีที่สุด” โควิด-19 จะยังคงแพร่ระบาดอยู่ในลักษณาการแบบที่เป็นอยู่ 36 เดือน มนุษย์เราจึงสามารถควบคุมมันได้
ตอนนี้เราอยู่ที่เพียงแค่เดือนที่ 19 เท่านั้นเอง สงครามครั้งนี้ยังคงมีอีกยาวไกลนัก
คำถามที่น่าสนใจอีกคำถามหนึ่งก็คือ วัคซีนป้องกันโควิด-19 ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้เลยหรือ?
คำตอบคือ ตรงกันข้าม วัคซีนทุกตัวที่ผ่านการอนุมัติให้ใช้ ได้ผลดี ดีกว่าที่คาดหมายกันไว้ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะวัคซีนที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี เอ็มอาร์เอ็นเอ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันในร่างกายขึ้นสูงกว่า ภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ ที่เกิดจากการติดเชื้อแล้วหายดีแล้วอีกด้วย
ปัญหาก็คือ วัคซีนก็มีธรรมชาติของวัคซีน ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น เกิดได้ก็ลดระดับลงได้เช่นเดียวกัน
พร้อมกันนั้น ซาร์ส-โควี-2 ไวรัสก่อโรคโควิด-19 ก็ไม่ได้เป็นเป้านิ่ง หากแต่วิวัฒนาการตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา เชื้อกลายพันธุ์บางตัว โดยเฉพาะเชื้อ “เดลต้า” ผ่านวิวัฒนาการที่ทำให้มันมีขีดความสามารถในการแพร่เชื้อได้มากขึ้น เร็วขึ้น จนสามารถหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ลดน้อยถอยลงตามเวลาที่ผ่านไปได้ ทำให้คนที่ผ่านการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ยังคงสามารถแพร่เชื้อต่อได้ เช่นเดียวกับคนที่ไม่เคยรับการฉีดวัคซีนมาก่อนเลย
สถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการฉีดวัคซีนให้กับประชากรของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่อิสราเอล ในสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศอังกฤษ คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของข้อสรุปข้างต้นนี้ มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศ
แต่ล้วนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า วัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เป็นเรื่องจำเป็นในทางวิทยาศาสตร์
******
อิสราเอล เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในโครงการฉีดวัคซีนเป็นประเทศแรกๆ ของโลก โดยเริ่มเข็มแรกในราวเดือนมกราคมที่ผ่านมา พอถึงเดือนกรกฎาคม คนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วในอิสราเอลมีสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่มีอายุเกิน 12 ปีขึ้นไปทั้งประเทศ
แต่ในตอนต้นเดือนกรกฎาคม กระทรวงสาธารณสุขของที่นั่น เปิดเผยว่า ระดับภูมิคุ้มกันของคนอิสราเอลที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ซึ่งเคยวัดได้ที่ 95 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม หลงเหลือเพียงแค่ 64 เปอร์เซ็นต์เมื่อวัดใหม่อีกครั้งในเดือนกรกฎาคม
17 กรกฎาคม กระทรวงฯ แถลงว่าปริมาณการติดเชื้อกลายพันธุ์เดลต้าในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วพุ่งขึ้นสูง โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดกับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบมาแล้วนาน 4 เดือนขึ้นไป กับคนที่เพิ่งฉีดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ภูมิคุ้มกันยังไม่ขึ้นเต็มที่
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ คนที่ฉีดวัคซีนแล้วและติดเชื้อโควิด-19 ได้เหล่านี้นั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มป่วยและมีอาการหนัก จนคุกคามต่อชีวิตก็จริง
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย คือสูงถึง 19 เปอร์เซ็นต์ที่แสดงอาการ “ลอง-ฮอล โควิด-19” หรืออาการป่วยโควิดเรื้อรังระยะยาว ที่หมายถึงอาการ อ่อนล้า, หดหู่, เหนื่อยง่าย และกล้ามเนื้ออ่อนแรง, มึนงง เป็นต้น กินเวลานานต่อเนื่องกันหลายเดือน
ในสหรัฐอเมริกาเวลานี้ มีผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์เดลต้าสูงถึง 100,000 คนต่อวัน ทั้งๆ ที่มีผู้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้วมากถึง 60.9 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ตามข้อมูลของ ศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี)
แน่นอน ปัญหาหลักอยู่ที่อีกหลายสิบล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเพราะ ลังเล หรืออยู่ในกลุ่ม ปฏิเสธวัคซีน แต่มีไม่น้อยเช่นกันที่เกิดการติดเชื้อเดลต้า ทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว
ปัญหาของสหรัฐอเมริกาอยู่ตรงที่ คนที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ยังคงติดเชื้อ และยังคงสามารถแพร่เชื้อให้กับผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนซึ่งมีอยู่มหาศาล ในรัฐใหญ่ๆ ทางใต้ อย่างเช่น ฟลอริดา และเท็กซัส เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน ซีดีซี และ องค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐอเมริกา ก็บกพร่องอย่างสำคัญที่ไม่ยอมแก้ไขข้อกำหนด ให้เว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็มที่ 2 เพียง 21 วัน ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ประกาศไว้ในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
การเว้นระยะห่างสั้นๆ เช่นนั้น ทำให้สามารถระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้มากกว่าในระยะเวลาสั้นๆ แต่ ระยะเวลา 21 วันส่งผลกระทบต่อ การสร้างความทรงจำให้กับระบบภูมิคุ้มกัน แล้วก็ทำให้ร่างกายสร้าง “แอนติบอดีเพื่อการยับยั้งการติดเชื้อ” (neutralizing antibodies) น้อยลง
ต่างกับในอังกฤษ ที่เว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกกับเข็ม 2 นานนับเดือน (8 สัปดาห์) ซึ่งส่งผลให้ในเวลานี้ ปริมาณการติดเชื้อเดลต้าที่นั่นลดระดับลงอย่างต่อเนื่องแล้ว
กระนั้น ข้อมูลจากทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ก็บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เราจำเป็นต้องมีวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3!
******
การทำความเข้าใจกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย สามารถช่วยให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า ทำไม นักระบาดวิทยาและนักภูมิคุ้มกันวิทยา รวมทั้ง สแตนลีย์ พลอตกิน นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ชาวอเมริกัน เจ้าของฉายา “กอดฟาเธอร์แห่งวัคซีน” ถึงได้สนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนกระตุ้น เข็ม 3 เริ่มตั้งแต่ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ก่อนกระจายลงมาสู่กลุ่มประชากรทั้งหมด
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ใช้ในการจัดการกับเชื้อโควิด-19 มีองค์ประกอบ 4 อย่างด้วยกัน หนึ่งคือ แอนติบอดีเพื่อการยับยั้งการติดเชื้อ (neutralizing antibodies) ที่ทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้ สไปค์ โปรตีนเข้าไปจับเกาะกับ ตัวรับ เอซ2 (ACE2 receptors)
สอง คือ บี-เซลล์ (B cells) ที่พบในเม็ดเลือดขาว, ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลืองต่างๆ ที่กระจายกันอยู่ทั่วร่างกาย ที่สำคัญก็คือ บี-เซลล์ มี “ความทรงจำ” ต่อเชื้อ และจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อการยับยั้งเชื้อออกมามหาศาลทันทีที่พบเชื้อเดียวกันในร่างกายในอนาคต
สาม คือแอนติบอดีที่พุ่งเป้าจัดการกับส่วนประกอบอื่นๆ ของไวรัส นอกเหนือจากสไปค์โปรตีน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นกลไกในการรุกรานเข้าสู่เซลล์แล้วแบ่งตัวในนั้น
สุดท้ายคือ ที-เซลล์ (T cells) ที่สร้างเซลล์ ซีดี8 และ ซีดี4 (CD8 and CD4 cells) ขึ้นมาเพื่อทำลาย เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส และปล่อยสารเคมีที่ส่งสัญญาณเตือนทุกอวัยวะทั่วร่างกาย
วัคซีน ไม่ว่าจะเป็นเอ็มอาร์เอ็นเอ หรือไม่ใช่เอ็นอาร์เอ็นเอ ไม่ว่าจะของอเมริกัน รัสเซีย หรือจีน ล้วนกระตุ้นกลไกเหล่านี้ให้ทำงานเหมือนกันทั้งหมด เพียงแต่มีระดับมากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง
แต่ตามข้อมูลของอิสราเอลและของไฟเซอร์เอง ภูมิคุ้นกันที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป แอนติบอดีเพื่อการยับยั้ง จะเปลี่ยนไปเป็นภูมิชนิด บี-เซลล์ ภายใน 4 เดือนหลังเข็มที่ 2 ในอัตราส่วนราว 6 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ดังนั้นภายใน 8 เดือน ภูมิคุ้มกันที่เหลืออยู่ในผู้ฉีดวัคซีน ก็จะมีเพียงแค่ บี-เซลล์ เท่านั้น
ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือกับเดลต้า ที่สามารถขยายตัวในร่างกายภายใน 3-5 วันได้มากกว่าเชื้อโควิด-19 ดั้งเดิม ถึง 1,000 เท่าตัว
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม เราถึงต้องการวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ภายใน 6 เดือนหลังฉีดครบ 2 เข็มแรก
ความเป็นจริงของวัคซีนในเวลานี้อีกประการที่ทำให้ เดลต้า อาละวาดอยู่ทั่วโลกได้ก็คือ วัคซีนมีไม่เพียงพอ
และจะยิ่งไม่พอมากยิ่งขึ้นไปอีกหากหลายๆ ประเทศ เลือกที่จะฉีดเข็ม 3 ให้กับประชากรของตนเอง
ถึงจะเป็นบทสรุปที่น่าเศร้าสำหรับการทำ “สงครามโรค” กับ โควิด-19 แต่ก็เป็นความจริงแท้แน่นอนในเวลานี้

