ใครก็ไม่รู้เคยกล่าวเอาไว้ให้ผ่านหูผ่านตาว่า “สรรพาวุธคือของเล่นเผด็จการ” เลยกลายเป็นที่มาของหัวข้อในสัปดาห์นี้ที่จะว่าด้วยบรรดาสรรพาวุธร้ายแรง มีอานุภาพทำลายล้างสูง ที่อยู่ในครอบครองของเผด็จการตัวเอ้ ของโลกยุคปัจจุบันอย่าง คิม จอง อึน ผู้นำ “สูงสุด” แห่งเกาหลีเหนือ
แต่ก่อนจะถึงส่วนนั้น ขออนุญาตทำความเข้าใจร่วมกัน เพื่อป้องกันความสับสนหรือช่วยคลายความสับสนลงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชื่อและนิยามของอาวุธร้ายแรงบางอย่างบางชนิด เผื่อว่าเมื่อเอ่ยถึงขึ้นมาจะได้เข้าใจตรงกัน ว่าอะไรเป็นอะไรไว้เป็นปฐม
นั่นคือปัญหาเรื่องชื่อเรียกว่า อะไรคือจรวด จรวดนำวิถี อาวุธปล่อยนำวิถี และขีปนาวุธ
คำพวกนี้สับสนและ “มั่ว” มากพอควร โดยเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในสื่ออย่างพวกผม เหตุที่มาของความมั่วที่ว่านี้โดยสำคัญมาจากนิยามที่แตกต่างกันในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ
ในภาษาอังกฤษ เขาจำแนกค่อนข้างชัดว่า จรวด (Rocket) นั้นใช้กับจรวดในกิจการพลเรือน (อย่างเช่น จรวดแซทเทิร์น, แอตลาส หรือลอง มาร์ช) เป็นต้น แต่พอเป็นอาวุธ คำว่าจรวดหรือร็อคเกต ใช้เพียงแค่กับจรวดที่ “ไม่นำวิถี” คือไม่มีอุปกรณ์บังคับการเคลื่อนสู่เป้าหมาย ที่เหลือ (ซึ่งเยอะมาก) ถ้านำวิถีถือเป็น Missile (มิสไซล์) ทั้งสิ้น
มิสไซล์ของฝรั่งแยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ มิสไซล์ เฉยๆ กับ Ballistic Missile ในภาษาไทยใช้คำเทียบเคียงคำหลังว่า ขีปนาวุธข้ามทวีป ส่วนคำแรกนั่นแหละครับเป็นที่มาของความสับสน เพราะพอเห็นว่าเป็นมิสไซล์ ก็แปลว่า ขีปนาวุธ ทำให้ในภาษาไทยความต่างของคำแรกกับคำหลังไม่เหลืออยู่เลย
บางคนหวังดี เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่าง มิสไซล์ กับ บอลลิสติก มิสไซล์ ก็หันไปเทียบเคียงคำแรกเป็น “จรวด” ซึ่งทำให้นิยามระหว่าง “ร็อคเก็ต” กับ “มิสไซล์” หายไปอีก ปนเปสับสนเข้าไปใหญ่
ทีนี้ถามว่าในกองทัพไทยสับสนหรือเปล่า คำตอบคือไม่ครับ เหตุผลก็คือ เขามีคำ 3 คำใช้เรียก คำแรกคือ จรวด ใช้ในการเรียกตามนิยามในภาษาอังกฤษ คำที่สอง เขาใช้คำ “อาวุธปล่อยนำวิถี” ในนิยามของ “มิสไซล์”
ในนิยามของกองทัพไทยกำหนดให้เรียก “ขีปนาวุธ” กับอาวุธใดๆ ที่เคลื่อนที่ในแบบ “ขีปนวิธี” (บอลลิสติก) คือยิงขึ้นเป็นวงโค้งขึ้นสู่ระดับสูงแล้วอาศัยแรงโน้มถ่วงกับเครื่องมือนำวิถีเพื่อให้ตกเป็นทางโค้งสู่เป้าหมาย ด้วยความเร็วสูงมากเพราะตกจากระดับสูง ถ้าระดับสูงมากๆ ก็จะได้ระยะทำการไกลมากๆ ข้ามทวีปได้ ก็เรียกว่าเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป
ตัวอย่างเช่น สกั๊ด มิสไซล์ ซึ่งพิสัย หรือระยะทำการไกลเพียง 300 กิโลเมตร จะใช้ว่าเป็น จรวด หรือขีปนาวุธ แล้วมินิทแมน ซึ่งเป็นจรวด 3 ตอนติดหัวรบนิวเคลียร์ พิสัย 13,000 กิโลเมตร จะใช้ว่าจรวดหรือขีปนาวุธ หรือขีปนาวุธข้ามทวีป? คำตอบก็น่าจะเป็นสกั๊ด คือ อาวุธปล่อยนำวิถี มินิทแมนก็เป็นขีปนาวุธข้ามทวีป
ปัญหาก็คือ คำว่า “อาวุธปล่อย” (พอๆ กับคำว่า “กรวด” หรือบั้งไฟขนาดเท่าเสาบ้าน ที่เลือนหายไปแล้ว) ไม่ค่อยคุ้นกันเสียเลย
ผมถึงว่าน่าจะอนุโลมใช้เป็น “จรวดนำวิถี” ไปพลางๆ พอกล้อมแกล้ม ได้ไหมครับ!?
เมื่อพูดถึงความสับสนโดยไม่ยกตัวอย่าง ก็ดูไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าใดนัก ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอยกบางเรื่องบางกรณีเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ไว้ก็แล้วกัน
ตัวอย่างที่พูดถึงไปข้างต้นว่า ทหารเขาไม่เรียก “สกั๊ด” ว่าขีปนาวุธ เพราะสกั๊ดเป็นจรวดตอนเดียวที่ไม่ได้ยิงแล้วเคลื่อนตัวแบบ “ขีปนวิธี” อย่างที่อธิบายไว้ข้างต้น แต่เป็นการยิงออกไปแล้วใช้แรงดันเชื้อเพลิงเป็นเชื้อเพลิงเหลว (เชื้อเพลิงคือ UDMH ตัวออกซิไดส์ หรือตัวทำให้เกิดการสันดาป คือ IRFNA ซึ่งเป็นกรดดินประสิวเข้มข้นผสมสารต้านการกัดกร่อน) สร้างแรงขับให้เคลื่อนตัวสู่เป้าหมาย
ส่วนอาวุธปล่อยนำวิถีอีกชนิดที่ดังมาก คือ ครูส มิสไซล์ ที่เคยเห็นกันบ่อยๆ ว่าแปลเป็นไทยกันว่า “จรวดร่อน” นั้น มีผู้รู้หลายคนบอกว่าเป็นคำแปลที่ผิดมหันต์
ผิดตั้งแต่คำว่า “จรวด” แล้ว เพราะครูสไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์จรวดในการขับเคลื่อน แต่เครื่องยนต์ของครูสนั้นเป็นแบบเดียวกันกับเครื่องยนต์ของเครื่องบินไอพ่น หรือเครื่องบินเจ็ต คือนำอากาศ (และออกซิเจน) จากภายนอกรีดเข้าไปผสมเพื่อให้เกิดการจุดระเบิดในเครื่องแล้วพ่นออกมาทางด้านหลังเป็นแรงขับ เพียงแต่ว่าเครื่องเจ็ตของครูสย่อขนาดให้เล็กลงเท่านั้น
คำว่า “ร่อน” ก็ผิดอีก เพราะครูสไม่ได้ร่อนแบบไกลเดอร์ หรือเครื่องร่อน แต่เป็นการใช้งานของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้ระยะไกล ตั้งเป้าไว้ก่อนหน้าได้ หรือจะใช้อุปกรณ์นำวิถี เป็นตัวนำทางก็ได้อีกเช่นกัน
คำว่าจรวดร่อนจึงไม่ได้สะท้อนถึงการทำงานของครูส มิสไซล์ เลยแม้แต่น้อย
ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหามาก เนื่องจากครูสเป็น “ชนิด” ของมิสไซล์ ไม่ใช่ “ชื่อ” ของมิสไซล์ ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา มี โทมาฮอว์ค เป็นครูส มิสไซล์ ชนิดหนึ่ง ของรัสเซียเองก็มี ครูส มิสไซล์ ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ครูส มิสไซล์ ในตระกูล “คลูบ” (Klub) พิสัยทำการสูงถึง 1,500 กิโลเมตร เป็นต้น
ที่น่าสนใจก็คือ เราใช้คำว่า “จรวดร่อน” แทนครูส มิสไซล์ กันจนเข้าใจตรงกันแล้วว่า “จรวดร่อน” คือ “ครูส มิสไซล์” ถึงจะใช้กันมาผิดๆ ก็เถอะ
ตัวอย่างอีกอันน่าสนใจมาก เพราะเราเรียกว่า “จรวด” ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ “จรวด” อีกเหมือนกัน นั่นคือ “อาร์พีจี”
จริงๆ คำว่า อาร์พีจี นั้นกว้างมาก คำภาษาอังกฤษคือ “Rocket Propelled Grenade” เรามักใช้ว่า “จรวดอาร์พีจี” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันเป็นเพียง “ระเบิด” (เกรเนด) ที่ขับเคลื่อนด้วย “จรวด” จาก “เครื่องยิง” เท่านั้นเอง
กระสุนที่จะทำหน้าที่ระเบิดเมื่อกระทบเป้านั้นถูกติดตั้งเข้ากับระบบจรวดขนาดเล็ก มีกระบอกยิงทำหน้าที่เป็นเหมือนรางนำวิถีสู่เป้าหมาย ระเบิดหรือกระสุนที่ว่านี้มีหลายอย่าง หลายอานุภาพ ทั้งที่เจาะเกราะ สำหรับใช้ทำลายเกราะรถถัง เรื่อยไปจนถึงระเบิดธรรมดาๆ ก็มี
หลายคนถึงไม่เรียกอาร์พีจีว่าจรวด แต่เรียกว่าเครื่องยิงระเบิดเท่านั้นครับ
เรื่องที่จะทำความเข้าใจอีกเครื่องเป็นประการสุดท้ายซึ่งเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันก็คือ ความแตกต่างระหว่างจรวด (อาทิ ที่ใช้ในการส่งดาวเทียม หรือยานอวกาศ) กับขีปนาวุธ นั้น คือเรื่องของสิ่งที่เรียกกันว่า “หัวรบ” หรือ “Warhead” ครับ
จรวด สามารถออกแบบให้มีช่องเก็บสัมภาระไว้ด้านหัว หรือด้านบนสุดได้ ถ้าส่วนนี้เป็นสัมภาระเพื่อกิจการด้านพลเรือน อย่างเช่นดาวเทียม จรวดที่ว่านี้ก็เป็นจรวดธรรมดานั่นแหละครับ แต่ถ้าแทนที่จะบรรจุดาวเทียมเข้าไว้ กลับบรรจุ “หัวรบ” เข้าไว้แทน มันก็กลายเป็นขีปนาวุธนั่นเอง
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประเทศไหนก็ตามที่พัฒนาจรวดส่งดาวเทียมขึ้นสู่ห้วงอวกาศได้ ก็สามารถพัฒนามันให้กลายเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปได้นั่นเอง
“หัวรบ” ที่ว่านี้สามารถจำแนกได้เป็น “หัวรบเดี่ยว” กับ “หลายหัวรบ”
ตัวอย่างเช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป มินิทแมน 3 (แอลจีเอ็ม-30จี) นั้น เดิมเคยเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปสำหรับใช้ติดหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา เดิมทีทำไว้สำหรับติดตั้ง 3 หัวรบ น้ำหนักเฉพาะหัวรบรวมกันเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม แต่ปัจจุบัน ลดจำนวนหัวรบลงเหลือเพียงหัวรบเดี่ยว
แต่ถึงอย่างนั้นถ้าหากระเบิดขึ้นก็สามารถให้อานุภาพในการระเบิดได้เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 300 กิโลตัน เลยทีเดียว
จรวดที่ใช้เป็นตัวขับเคลื่อนขีปนาวุธนั้น ใช้เชื้อเพลิงกันอยู่ 2 แบบ เป็นเชื้อเพลิงจรวดแข็ง กับเชื้อเพลิงจรวดแบบเหลว แล้วก็สามารถสร้างให้เป็นจรวดตอนเดียว จรวด 2 ตอน หรือ จรวด 3 ตอนก็ได้ ขึ้นอยู่กับระยะทำการไกลสุดที่ต้องการ ดังนั้น ขีปนาวุธ (บอลลิสติก มิสไซล์) จึงยังสามารถจัดกลุ่มตาม พิสัยทำการ ได้อีกด้วย
ขีปนาวุธพิสัยใกล้ คือขีปนาวุธที่ระยะทำการไกลสุด (เป็นรัศมีวงกลม คือครอบคลุมทุกทิศทาง) ไม่เกิน 1,000 กิโลเมตร
ขีปนาวุธพิสัยปานกลาง คือขีปนาวุธที่มีระยะทำการไกลสุด ตั้งแต่ 1,000 กิโลเมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 3,000 กิโลเมตร
ขีปนาวุธพิสัยไกล คือ ขีปนาวุธที่มีระยะทำการไกลสุด เกิน 3,000 กิโลเมตรขึ้นไป
ยังมีปัญหาอีกนะครับ นั่นคือ เจ้าพิสัยไกลที่ว่านี้ยังแยกออกได้อีก 3 ชนิด ชนิดแรกสุดคือ “อินเทอร์มีเดียท เรนจ์ บอลลิสติก” (ไออาร์บีเอ็ม) พิสัย 3,500-5,500 กิโลเมตร
ถัดมาคือ “อินเตอร์คอนติเนลทัล บอลลิสติก” หรือ “ไอซีบีเอ็ม” พิสัยเกินกว่า 5,500 กิโลเมตรขึ้นไป หรือที่เรียกได้เต็มปากว่า ขีปนาวุธข้ามทวีป
สิ่งหนึ่งซึ่งต้องคำนึงเสมอก็คือ หัวรบ ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวรบนิวเคลียร์เสมอไป แต่สามารถเป็นได้ทั้งหัวรบนิวเคลียร์ หัวรบที่เป็นระเบิดทั่วไป หรือที่เรียกว่า คอนเวนชั่นแนล วอร์เฮด
ทั้งยังอาจเป็น “หัวรบอาวุธเคมี-ชีวภาพ” ได้อีกด้วย
หรือพูดอีกอย่างได้ว่า การมีขีปนาวุธพิสัยไกล ไม่ได้จำเป็นว่าชาตินั้นสามารถเป็นชาติที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ตราบเท่าที่ยังไม่สามารถ “ย่อส่วน” ระเบิดนิวเคลียร์ที่มีให้สามารถใส่ลงไปใน “จรวด” ที่จะนำพามันสู่เป้าหมายได้
ตราบนั้นก็ยังไม่มี “ขีปนาวุธพิสัยไกลที่ติดหัวรบนิวเคลียร์” ครับ
ทําความเข้าใจกันมาถึงตรงนี้ ยังไม่ได้เอ่ยถึงสรรพาวุธทั้งหลายที่เป็น “ของเล่น” ฯพณฯ คิม จอง อึน เลยแม้แต่น้อย ต้องเอาไว้ว่ากันต่อไปในสัปดาห์หน้า ถือว่าทำสัญญากันก่อนก็แล้วกัน
เรียกน้ำย่อยเอาไว้นิดหน่อยว่า ถึงเวลานี้ โดยหลักการทางเทคนิคแล้ว เกาหลีเหนือ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในชาติที่มี “ศักยภาพ” ทางด้านอาวุธนิวเคลียร์แล้ว นอกเหนือจากการมีอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ และอาวุธไซเบอร์อยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่า ท่านคิม มี “ของเล่นนิวเคลียร์” แบบไหนอยู่ในมือ เท่านั้นเองครับ

